ภาษีร้านอาหารฉบับเจ้าของร้าน: บุคคลธรรมดา นิติบุคคล และภาษีที่ลืมไม่ได้
เปิดร้านอาหารแล้วขายดีเป็นเรื่องน่ายินดี แต่คำถามที่ตามมาเสมอคือ "แล้วต้องเสียภาษีอะไรบ้าง" ผู้ประกอบการจำนวนมากรู้จักแค่ภาษีเงินได้กับ VAT ทั้งที่ในความเป็นจริงร้านอาหารหนึ่งร้านเกี่ยวข้องกับภาษีและเงินสมทบภาคบังคับอย่างน้อย 5 ถึง 6 รายการ และหลายรายการมีค่าปรับถ้ายื่นช้าหรือไม่ยื่นเลย
บทความนี้คือแผนที่ภาษีร้านอาหารฉบับเจ้าของร้าน อ่านจบแล้วจะเห็นภาพรวมทั้งหมด รู้ว่าแต่ละตัวคำนวณอย่างไร ยื่นแบบไหน เมื่อไหร่ และข้อผิดพลาดใดที่ทำให้ร้านโดนภาษีย้อนหลังบ่อยที่สุด
ภาพรวม: ร้านอาหารเกี่ยวข้องกับภาษีอะไรบ้าง
ก่อนลงรายละเอียด สรุปเป็นตารางเดียวให้เห็นทั้งแผนที่
| ภาษี / เงินสมทบ | ใครต้องเสีย | อัตราโดยสรุป | แบบที่ใช้ยื่น |
|---|---|---|---|
| ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา | ร้านที่ไม่ได้จดบริษัท | อัตราก้าวหน้า 5% ถึง 35% | ภ.ง.ด.94 + ภ.ง.ด.90 |
| ภาษีเงินได้นิติบุคคล | ร้านที่จดบริษัท | 20% (SME มีขั้น 0% / 15% / 20%) | ภ.ง.ด.51 + ภ.ง.ด.50 |
| ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) | รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี | 7% | ภ.พ.30 รายเดือน |
| ภาษีหัก ณ ที่จ่าย | ร้านในฐานะ "ผู้จ่ายเงิน" | 3% หรือ 5% แล้วแต่ประเภท | ภ.ง.ด.3 / ภ.ง.ด.53 |
| ภาษีป้าย | ร้านที่มีป้ายหน้าร้าน | ตามขนาดและภาษาบนป้าย ขั้นต่ำ 200 บาทต่อปี | ภ.ป.1 |
| ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง | เจ้าของอาคาร (มักผลักมาที่ผู้เช่า) | 0.3% ถึง 0.7% ของราคาประเมิน | ท้องถิ่นแจ้งประเมิน |
| ประกันสังคม | ร้านที่มีลูกจ้าง | นายจ้างสมทบ 5% ของค่าจ้าง | สปส.1-10 รายเดือน |
จุดที่ผู้ประกอบการมือใหม่มักเข้าใจผิดคือ รายได้ที่ต้องนำมาคำนวณภาษีหมายถึงรายได้จากทุกช่องทาง ทั้งหน้าร้าน เดลิเวอรี่ และยอดจากช่องทางออนไลน์ของร้านเอง เช่น ระบบรับจองโต๊ะออนไลน์ที่ใช้ฟรีและไม่มีค่าคอมมิชชัน ซึ่งข้อดีคือยอดจองและรายได้ถูกบันทึกเป็นระบบ ทำให้ทำบัญชีและยื่นภาษีง่ายขึ้นมาก ต่างจากการจดใส่สมุดที่ตรวจสอบย้อนหลังแทบไม่ได้
1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: เมื่อเปิดร้านในนามตัวเอง
ร้านอาหารส่วนใหญ่ในไทยเริ่มต้นแบบบุคคลธรรมดา รายได้จากการขายอาหารจัดเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร วิธีคำนวณคือ
รายได้ทั้งปี ลบ ค่าใช้จ่าย ลบ ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ แล้วนำเงินได้สุทธิไปคิดภาษีอัตราก้าวหน้า
หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% หรือตามจริง
กิจการร้านอาหารเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี
- หักเหมา 60% ของรายได้ ไม่ต้องมีเอกสารพิสูจน์ เหมาะกับร้านเล็กที่ยังเก็บใบเสร็จไม่เป็นระบบ
- หักตามจริง ต้องมีบัญชีและหลักฐานครบ เหมาะกับร้านที่ต้นทุนจริงสูงกว่า 60% เช่น ร้านที่ค่าเช่าแพงหรือใช้วัตถุดิบต้นทุนสูง
ร้านอาหารจริงจำนวนมากมีต้นทุนรวมสูงกว่า 60% ของยอดขาย (ดูรายละเอียดในโครงสร้างต้นทุนร้านอาหาร) ดังนั้นถ้าร้านเก็บเอกสารครบ การหักตามจริงมักประหยัดภาษีกว่า แต่ต้องแลกกับภาระการทำบัญชี
อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
| เงินได้สุทธิ (บาท) | อัตราภาษี |
|---|---|
| 0 ถึง 150,000 | ยกเว้น |
| 150,001 ถึง 300,000 | 5% |
| 300,001 ถึง 500,000 | 10% |
| 500,001 ถึง 750,000 | 15% |
| 750,001 ถึง 1,000,000 | 20% |
| 1,000,001 ถึง 2,000,000 | 25% |
| 2,000,001 ถึง 5,000,000 | 30% |
| เกิน 5,000,000 | 35% |
ตัวอย่างคำนวณจริง
ร้านก๋วยเตี๋ยวมีรายได้ทั้งปี 1,500,000 บาท เลือกหักเหมา 60%
- ค่าใช้จ่ายเหมา: 1,500,000 × 60% = 900,000 บาท
- เหลือ 600,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เหลือเงินได้สุทธิ 540,000 บาท
- ภาษี: ช่วง 150,001 ถึง 300,000 เสีย 7,500 บาท ช่วง 300,001 ถึง 500,000 เสีย 20,000 บาท ช่วง 500,001 ถึง 540,000 เสีย 6,000 บาท
- รวมภาษีทั้งปีประมาณ 33,500 บาท หรือราว 2.2% ของยอดขาย (ยังไม่รวมค่าลดหย่อนอื่นที่อาจมี เช่น คู่สมรส บุตร ประกันชีวิต ซึ่งจะทำให้ภาษีลดลงอีก)
ยื่นปีละ 2 ครั้ง อย่าลืมครึ่งปี
ผู้ประกอบการบุคคลธรรมดาที่มีเงินได้ 40(8) ต้องยื่น ภ.ง.ด.94 สำหรับรายได้ครึ่งปีแรก (มกราคมถึงมิถุนายน ยื่นภายในกันยายน) และ ภ.ง.ด.90 สรุปทั้งปี (ยื่นภายในมีนาคมปีถัดไป) ภาษีที่จ่ายตอนครึ่งปีนำมาเครดิตตอนสิ้นปีได้ ร้านจำนวนมากโดนเบี้ยปรับเพราะไม่รู้ว่ามีรอบครึ่งปี ดูรายละเอียดแบบฟอร์มได้ที่กรมสรรพากร
2. ภาษีเงินได้นิติบุคคล: เมื่อจดบริษัท
ถ้าร้านจดทะเบียนเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ภาษีจะคิดจาก "กำไรสุทธิ" ตามบัญชี ไม่ใช่หักเหมาจากรายได้
- อัตราปกติ: 20% ของกำไรสุทธิ
- กิจการ SME (ทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ทั้งปีไม่เกิน 30 ล้านบาท) ได้อัตราพิเศษ: กำไร 300,000 บาทแรกยกเว้น ส่วน 300,001 ถึง 3,000,000 บาทเสีย 15% ส่วนที่เกิน 3 ล้านบาทเสีย 20% (อัตราปี 2026 อ้างอิง Taxatlas)
นิติบุคคลยื่นภาษีปีละ 2 ครั้งเช่นกัน คือ ภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี) และ ภ.ง.ด.50 (ภายใน 150 วันหลังปิดรอบบัญชี) และต้องจัดทำงบการเงินที่ผ่านผู้สอบบัญชี ซึ่งหมายถึงค่าทำบัญชีและค่าสอบบัญชีทุกปี
การเลือกว่าจะอยู่แบบบุคคลธรรมดาหรือจดบริษัทจึงไม่ใช่แค่เรื่องภาษี แต่รวมถึงต้นทุนการทำบัญชี ความน่าเชื่อถือ และการแยกความรับผิด เราเขียนแยกไว้ละเอียดในบทความเปิดร้านอาหารควรจดบริษัทไหม
3. VAT 7% และเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทที่ต้องจับตา
ภาษีมูลค่าเพิ่มคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของร้านอาหารที่กำลังโต กติกาหลักมี 3 ข้อ
- รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีเมื่อไหร่ ต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วัน นับจากวันที่รายได้เกินเกณฑ์ ไม่ใช่รอให้ครบปีก่อน
- หลังจด ต้องเรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้า ออกใบกำกับภาษี และยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
- ข้อดีที่ได้กลับมาคือ เครดิตภาษีซื้อ VAT ที่ร้านจ่ายไปกับวัตถุดิบ ค่าเช่า อุปกรณ์ นำมาหักจาก VAT ขายได้
เรื่องอัตราภาษี ควรรู้ว่าอัตรา 7% ไม่ใช่อัตราถาวรตามกฎหมาย อัตราในประมวลรัษฎากรคือ 10% แต่รัฐลดเหลือ 7% ด้วยพระราชกฤษฎีกาที่ต่ออายุเป็นรายปีต่อเนื่องมาหลายสิบปี ล่าสุดพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 807) พ.ศ. 2569 ประกาศราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 23 สิงหาคม 2026 ขยายอัตรา 7% ต่อถึง 30 กันยายน 2027 (Money and Banking Magazine) แนวปฏิบัติที่ดีคือเช็กประกาศล่าสุดที่ rd.go.th ทุกปีช่วงไตรมาส 3
ร้านที่ยอดขายกำลังเข้าใกล้ 1.8 ล้านบาท (เฉลี่ยเพียงเดือนละ 150,000 บาท หรือวันละราว 5,000 บาท) ควรอ่านบทความร้านอาหารต้องจด VAT เมื่อไหร่ ซึ่งลงลึกทั้งขั้นตอนการจดและผลกระทบต่อราคาขาย
4. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย: ภาษีที่ร้านเป็นคน "หัก" ไม่ใช่คน "เสีย"
ภาษีตัวนี้ทำให้ผู้ประกอบการงงมากที่สุด เพราะร้านไม่ได้เสียเงินเพิ่ม แต่มีหน้าที่ หักภาษีจากเงินที่จ่ายให้คนอื่น แล้วนำส่งกรมสรรพากรแทน ตัวอย่างที่เจอบ่อยในร้านอาหาร (กรณีผู้จ่ายเป็นนิติบุคคล)
- จ่าย ค่าเช่าอาคาร: หัก 5%
- จ่าย ค่าบริการ เช่น ค่าทำบัญชี ค่าโฆษณา ค่าซ่อมบำรุง: หัก 3%
เงินที่หักไว้นำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.3 (จ่ายให้บุคคลธรรมดา) หรือ ภ.ง.ด.53 (จ่ายให้นิติบุคคล) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป พร้อมออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้คู่ค้า ร้านแบบบุคคลธรรมดามีหน้าที่นี้น้อยกว่า แต่เมื่อจดบริษัทเมื่อไหร่ หน้าที่หัก ณ ที่จ่ายจะมาเต็ม และการลืมนำส่งมีทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
5. ภาษีป้าย: ป้ายหน้าร้านก็มีราคา
ป้ายชื่อร้านทุกป้ายที่แสดงต่อสาธารณะต้องเสียภาษีป้ายให้เทศบาลหรือสำนักงานเขต อัตราคิดตามขนาดป้ายและ "ภาษาบนป้าย"
- ป้าย ภาษาไทยล้วน: อัตราถูกที่สุด
- ป้ายไทยปนภาษาต่างประเทศ: แพงขึ้น
- ป้าย ภาษาต่างประเทศล้วน หรือมีภาษาต่างประเทศอยู่เหนือภาษาไทย: อัตราสูงสุด
ภาษีขั้นต่ำ 200 บาทต่อป้ายต่อปี ติดตั้งป้ายใหม่ต้องแจ้งภายใน 15 วัน และยื่นแบบ ภ.ป.1 ประจำปีภายในเดือนมีนาคม จุดนี้มีผลเชิงออกแบบด้วย: ร้านที่อยากได้ลูกค้านักท่องเที่ยวควรคิดเรื่องตำแหน่งภาษาอังกฤษบนป้ายให้ดี เพราะกระทบอัตราภาษีโดยตรง
6. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง: ซ่อนอยู่ในสัญญาเช่า
อาคารที่ใช้เชิงพาณิชย์เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในอัตรา 0.3% ถึง 0.7% ของราคาประเมิน (iTAX) ตามกฎหมายผู้มีหน้าที่เสียคือ "เจ้าของ" ไม่ใช่ผู้เช่า แต่ในทางปฏิบัติสัญญาเช่าร้านอาหารจำนวนมากระบุให้ผู้เช่าเป็นผู้รับภาระ ก่อนเซ็นสัญญาเช่าควรอ่านข้อนี้ให้ชัด และต่อรองให้ระบุจำนวนเงินหรือสัดส่วนที่แน่นอน ไม่ใช่ปล่อยเป็นข้อความกว้าง ๆ ว่า "ผู้เช่ารับผิดชอบภาษีทั้งปวง"
7. ประกันสังคม: ไม่ใช่ภาษี แต่บังคับเหมือนภาษี
ทันทีที่ร้านมีลูกจ้างคนแรก นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคมภายใน 30 วัน และนำส่งเงินสมทบทุกเดือน
- นายจ้างสมทบ 5% ของค่าจ้าง และหักจากลูกจ้างอีก 5% นำส่งพร้อมกัน
- ตั้งแต่ 1 มกราคม 2026 เพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณปรับจาก 15,000 เป็น 17,500 บาทต่อเดือน เงินสมทบสูงสุดจึงอยู่ที่ฝ่ายละ 875 บาทต่อเดือน (HLB Thailand)
ร้านที่จ้างพนักงาน 5 คน ค่าจ้างเฉลี่ยคนละ 12,000 บาท จะมีต้นทุนสมทบฝั่งนายจ้างราว 3,000 บาทต่อเดือน ตัวเลขนี้ควรอยู่ในสูตรต้นทุนตั้งแต่วันแรก ไม่ใช่มารู้ตอนโดนเรียกเก็บย้อนหลัง
e-Tax Invoice และเครื่อง POS: สิ่งที่กฎหมายยังไม่บังคับ
ข่าวดีสำหรับร้านเล็ก: ประเทศไทย ยังไม่มีกฎหมายบังคับใช้เครื่องบันทึกเงินสดหรือระบบ POS ที่ต้องผ่านการรับรองจากสรรพากร แบบที่บางประเทศมี และระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice และ e-Receipt) ยังเป็น ภาคสมัครใจ ไม่มีกำหนดบังคับสำหรับปี 2026 ถึง 2027 (Fiscal Requirements) ร้านที่เข้าระบบ e-Tax โดยสมัครใจมีแรงจูงใจด้านสิทธิหักรายจ่ายเพิ่มสำหรับการลงทุนระบบ แต่ไม่เข้าก็ไม่ผิดกฎหมาย
สิ่งที่กฎหมายต้องการจริง ๆ คือ "หลักฐานรายได้ที่ตรวจสอบได้" ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์แพง รายงานยอดขายจากระบบ POS ทั่วไป สมุดบัญชีรับจ่ายที่จดสม่ำเสมอ และรายการเงินเข้าบัญชีธนาคารที่แยกจากบัญชีส่วนตัว ก็เพียงพอสำหรับร้านส่วนใหญ่
5 ข้อผิดพลาดเรื่องภาษีที่เจ้าของร้านทำบ่อยที่สุด
- ปล่อยให้รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทโดยไม่รู้ตัว ยอดขายดีขึ้นทีละนิดจนข้ามเกณฑ์ VAT แล้วไม่ได้จดภายใน 30 วัน ผลคือโดนประเมิน VAT ย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ ทั้งที่ไม่เคยเก็บ 7% จากลูกค้าเลย ทางป้องกันคือดูยอดขายสะสมทุกเดือน
- ไม่ทำบัญชีเลย พอถึงเวลายื่นภาษีไม่มีตัวเลข ต้องประมาณเอา ซึ่งเสี่ยงทั้งเสียภาษีเกินจริงและโดนประเมินเพิ่ม การจดรายรับรายจ่ายวันละ 10 นาทีถูกกว่าค่าปรับเสมอ
- ใช้บัญชีธนาคารเดียวทั้งเรื่องร้านและเรื่องส่วนตัว ทำให้แยกรายได้กิจการไม่ออก และอธิบายเงินเข้ากับสรรพากรยาก เปิดบัญชีแยกตั้งแต่วันแรก
- ลืมรอบครึ่งปี ทั้ง ภ.ง.ด.94 ของบุคคลธรรมดาและ ภ.ง.ด.51 ของนิติบุคคลมีเบี้ยปรับถ้ายื่นช้า ตั้งปฏิทินเตือนไว้เลย: กันยายน (บุคคลธรรมดา) และ 2 เดือนหลังครึ่งรอบบัญชี (นิติบุคคล)
- มองข้ามภาษีตัวเล็ก ภาษีป้าย ภาษีที่ดินในสัญญาเช่า และประกันสังคม เป็นเงินไม่มากต่อรายการ แต่โดนเรียกย้อนหลังพร้อมกันเมื่อไหร่ก็กระทบกระแสเงินสดได้
ภาษีไม่ใช่เหตุผลที่ควรกลัวการเติบโต ร้านที่ระบบรายได้ชัดเจน บัญชีเป็นระเบียบ และรู้ปฏิทินภาษีของตัวเอง จะพบว่าภาระจริง ๆ ต่ำกว่าที่กลัวมาก โดยเฉพาะบุคคลธรรมดาที่ได้สิทธิหักเหมา 60% ส่วนร้านที่โตจนใกล้เกณฑ์ VAT หรือกำลังชั่งใจเรื่องจดบริษัท ยิ่งวางแผนเร็วเท่าไหร่ ทางเลือกยิ่งเยอะเท่านั้น
คำถามที่พบบ่อย
ร้านอาหารเล็ก ๆ ขายได้วันละไม่กี่พันบาท ต้องยื่นภาษีไหม
ต้องยื่น การยื่นแบบกับการเสียภาษีเป็นคนละเรื่อง บุคคลธรรมดาที่มีเงินได้จากการค้าเกินเกณฑ์ขั้นต่ำต้องยื่น ภ.ง.ด.94 และ ภ.ง.ด.90 แม้คำนวณแล้วภาษีเป็นศูนย์ เพราะหักเหมา 60% บวกค่าลดหย่อนแล้ว ร้านเล็กจำนวนมากมีเงินได้สุทธิไม่ถึง 150,000 บาทซึ่งได้รับยกเว้นภาษีอยู่แล้ว
ร้านอาหารต้องจดทะเบียน VAT เมื่อไหร่
เมื่อรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดภายใน 30 วันนับจากวันที่รายได้เกินเกณฑ์ ร้านที่รายได้ต่ำกว่านั้นจดโดยสมัครใจได้ถ้าต้องการเครดิตภาษีซื้อ แต่ต้องชั่งกับภาระการออกใบกำกับภาษีและยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือน
อัตรา VAT 7% จะอยู่ถึงเมื่อไหร่
อัตรา 7% ต่ออายุด้วยพระราชกฤษฎีกาเป็นรายปี ฉบับล่าสุด (ฉบับที่ 807) ขยายถึง 30 กันยายน 2027 โดยที่ผ่านมารัฐต่ออายุต่อเนื่องมาตลอด ควรติดตามประกาศจากกรมสรรพากรช่วงไตรมาส 3 ของทุกปี
ต้องใช้เครื่อง POS ที่สรรพากรรับรองไหม
ไม่ต้อง ประเทศไทยไม่มีกฎหมายบังคับเครื่องบันทึกเงินสดหรือ POS ที่ผ่านการรับรอง และ e-Tax Invoice ยังเป็นภาคสมัครใจ สิ่งที่ต้องมีคือหลักฐานรายได้ที่ตรวจสอบได้ เช่น รายงานยอดขายและบัญชีรับจ่ายที่สม่ำเสมอ
เปิดร้านแบบบุคคลธรรมดาหรือจดบริษัท แบบไหนเสียภาษีน้อยกว่า
ขึ้นกับกำไรจริงของร้าน บุคคลธรรมดาได้สิทธิหักเหมา 60% และไม่มีค่าสอบบัญชี เหมาะกับร้านเล็กถึงกลาง ส่วนนิติบุคคล SME ได้ยกเว้นภาษีกำไร 300,000 บาทแรกและเพดานอัตราต่ำกว่าเมื่อกำไรสูง จุดตัดอยู่ที่ระดับกำไรและต้นทุนการทำบัญชี อ่านการเปรียบเทียบละเอียดได้ในบทความเรื่องการจดบริษัทของเรา
อ่านเพิ่มเติม
บริหารลูกค้า Walk-in ให้ดี โดยไม่เสียลูกค้าที่จองล่วงหน้า
ร้านอาหารไทยคือประเทศของ walk-in แต่คืนที่โต๊ะจองนั่งว่างในขณะที่ลูกค้าหน้าร้านยืนรอ คือคืนที่ทุกฝ่ายไม่พอใจ บทความนี้รวมกติกาถือโต๊ะ สัดส่วนโต๊ะ และสคริปต์หน้างานที่ใช้ได้จริง
จัดการคิวหน้าร้านช่วงพีคอย่างไรให้ลูกค้าไม่หนี: วิธีรับมือคิวร้านอาหารฉบับใช้ได้จริง
คิวยาวคือข่าวดี แต่คิวที่จัดการไม่ดีคือลูกค้าที่เดินหนีไปร้านข้าง ๆ บทความนี้รวมวิธีบอกเวลารอ จิตวิทยาการรอ กติกา walk-in กับการจอง และการเปลี่ยนคิวที่ล้นให้เป็นการจองวันถัดไป
เทศกาลกินเจ: โอกาสยอดขายที่ร้านอาหารทั่วไปมักปล่อยผ่าน
ร้านอาหารทั่วไปไม่ต้องกลายเป็นร้านเจเพื่อขายช่วงกินเจ แค่มีเมนูเจจริงจัง 3 ถึง 5 อย่าง ติดป้ายอย่างซื่อสัตย์ และโปรโมตให้ทันเวลา 9 วันนี้ก็เปลี่ยนเป็นยอดขายได้