เปิดร้านอาหารควรจดบริษัทไหม เทียบบุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล พร้อมตัวอย่างคำนวณ
คำถามที่ผู้ประกอบการร้านอาหารมือใหม่ถามบ่อยที่สุดข้อหนึ่งคือ "ควรจดบริษัทเลยไหม หรือทำในนามบุคคลธรรมดาไปก่อน" คำตอบที่ได้มักเป็นนามธรรม เช่น "บริษัทน่าเชื่อถือกว่า" หรือ "บุคคลธรรมดาง่ายกว่า" ซึ่งฟังแล้วก็ยังตัดสินใจไม่ได้อยู่ดี
บทความนี้จะเทียบให้เห็นเป็นตัวเลข ทั้งภาษี ค่าทำบัญชี ความรับผิดตามกฎหมาย และความน่าเชื่อถือ พร้อมตัวอย่างคำนวณแบบสมมติว่า ร้านกำไรระดับไหนที่การจดบริษัทเริ่ม "ชนะ" การทำในนามบุคคลธรรมดา รวมถึงจังหวะเปลี่ยนผ่านที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ใช้กันจริง อัตราภาษีที่อ้างอิงเป็นอัตราที่ใช้อยู่ในปี 2026
ไม่ว่าจะเลือกรูปแบบไหน เรื่องหนึ่งที่เหมือนกันคือ ต้นทุนคงที่ยิ่งต่ำยิ่งดีในช่วงเริ่มต้น หลักคิดเดียวกันนี้ใช้ได้กับระบบงานของร้านด้วย เช่น การรับจองโต๊ะที่ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากระบบราคาแพง เพราะมีระบบรับจองโต๊ะออนไลน์ที่เริ่มใช้ได้ฟรีและไม่เก็บค่าคอมมิชชันให้ใช้ตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้าน
สองรูปแบบนี้ต่างกันอย่างไรในสายตากฎหมายและสรรพากร
ความต่างพื้นฐานมีจุดเดียวแต่ส่งผลต่อทุกอย่าง คือ "ร้านกับเจ้าของเป็นคนเดียวกันหรือไม่"
- บุคคลธรรมดา: ร้านกับเจ้าของคือคน ๆ เดียวกัน รายได้ร้านคือรายได้ส่วนตัว หนี้ร้านคือหนี้ส่วนตัว เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันได
- นิติบุคคล (ที่นิยมคือบริษัทจำกัด): กฎหมายมองร้านเป็น "อีกคนหนึ่ง" แยกจากเจ้าของ บริษัทมีทรัพย์สิน หนี้สิน และภาษีของตัวเอง ผู้ถือหุ้นรับผิดจำกัดเพียงมูลค่าหุ้นที่ตนยังชำระไม่ครบ
ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไม่เกี่ยวกับรูปแบบธุรกิจ เกณฑ์รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีใช้เหมือนกันทั้งบุคคลธรรมดาและบริษัท อ่านรายละเอียดได้ในบทความร้านอาหารต้องจด VAT เมื่อไหร่
ทางเลือกที่ 1: ทำในนามบุคคลธรรมดา
ร้านอาหารที่ทำในนามบุคคลธรรมดาต้องจดทะเบียนพาณิชย์กับสำนักงานเขตหรือเทศบาลในพื้นที่ภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มกิจการ ค่าธรรมเนียมเพียง 50 บาท (ดูขั้นตอนโดยละเอียดใน FlowAccount) ส่วนใบอนุญาตอื่น ๆ ของร้านอาหาร เช่น ใบอนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหาร ต้องขอเหมือนกันทุกรูปแบบ อ่านภาพรวมได้ในขั้นตอนเปิดร้านอาหารตั้งแต่ต้นจนจบ
ด้านภาษี รายได้จากการขายอาหารจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40(8) ผู้ประกอบการเลือกหักค่าใช้จ่ายได้สองแบบ (อ้างอิงคำแนะนำการยื่น ภ.ง.ด.90 ของกรมสรรพากร)
- หักเหมา 60% ของรายรับ: ไม่ต้องมีใบเสร็จ ไม่ต้องทำบัญชีละเอียด สรรพากรถือว่าต้นทุนคือ 60% แล้วนำ 40% ที่เหลือไปคำนวณภาษีขั้นบันได 5-35%
- หักตามจริง: หักต้นทุนจริงทั้งหมด แต่ต้องมีเอกสารหลักฐานครบทุกรายการ ซึ่งเป็นจุดอ่อนของร้านอาหารที่ซื้อวัตถุดิบจากตลาดสดโดยไม่มีใบเสร็จ
ต้องยื่นภาษีปีละสองครั้ง คือ ภ.ง.ด.94 กลางปี และ ภ.ง.ด.90 สิ้นปี
จุดแข็ง: เริ่มง่าย ต้นทุนเอกสารเกือบเป็นศูนย์ ปิดกิจการง่าย เหมาะกับร้านเล็กและช่วงทดลองตลาด
จุดอ่อนสองข้อที่มักถูกมองข้าม
- ความรับผิดไม่จำกัด: ถ้าร้านเป็นหนี้ซัพพลายเออร์ หนี้ธนาคาร หรือแพ้คดี เจ้าหนี้ตามยึดทรัพย์สินส่วนตัวได้ ทั้งบ้าน รถ และเงินเก็บ
- กับดักหักเหมา 60%: โครงสร้างต้นทุนจริงของร้านอาหารส่วนใหญ่ (วัตถุดิบ ค่าเช่า ค่าแรง) มักสูงกว่า 60% ของรายรับ การหักเหมาจึงทำให้ "กำไรบนกระดาษ" สูงกว่ากำไรจริง และยิ่งรายได้โตภาษีขั้นบันไดยิ่งไต่เร็ว ตัวอย่างคำนวณด้านล่างจะเห็นชัด
ทางเลือกที่ 2: จดทะเบียนบริษัท (นิติบุคคล)
การจดบริษัทจำกัดทำผ่านกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ได้ทั้งที่สำนักงานและระบบออนไลน์ ตั้งแต่ปี 2023 ใช้ผู้เริ่มก่อการและผู้ถือหุ้นขั้นต่ำเพียง 2 คน ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนรวมประมาณ 5,500 บาท (ค่าจดหนังสือบริคณห์สนธิ 500 บาท บวกค่าจดจัดตั้งบริษัท 5,000 บาท ดูรายละเอียดที่ Legardy)
ด้านภาษี บริษัทเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก "กำไรสุทธิจริง" ตามบัญชี อัตราปกติ 20% แต่บริษัท SME ที่ทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ได้อัตราพิเศษ (อ้างอิง ThaiCore)
- กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรก: ยกเว้นภาษี
- ส่วนที่เกิน 300,000 ถึง 3 ล้านบาท: 15%
- ส่วนที่เกิน 3 ล้านบาท: 20%
ร้านอาหารเปิดใหม่เกือบทั้งหมดเข้าเกณฑ์ SME นี้
ราคาที่ต้องจ่ายแลกกับอัตราภาษีที่ต่ำลง
- ต้องทำบัญชีจริงทุกเดือน มีเอกสารรับจ่ายครบ
- ต้องมีผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจงบการเงินทุกปี แล้วนำส่งงบต่อ DBD
- ยื่นภาษีนิติบุคคลปีละสองครั้ง (ภ.ง.ด.51 ครึ่งปี และ ภ.ง.ด.50 สิ้นปี)
- เงินในบัญชีบริษัทไม่ใช่เงินส่วนตัว การนำกำไรออกมาใช้ต้องผ่านเงินเดือน (ซึ่งเป็นรายจ่ายของบริษัทแต่เป็นเงินได้ของเจ้าของ) หรือเงินปันผล (ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10%)
สิ่งที่ได้กลับมา: ความรับผิดจำกัด ความน่าเชื่อถือกับธนาคารเวลาขอสินเชื่อ กับห้างหรือเจ้าของพื้นที่เวลาเช่าที่ (ห้างหลายแห่งทำสัญญากับนิติบุคคลเป็นหลัก) กับซัพพลายเออร์รายใหญ่ และกับลูกค้าองค์กรที่จ้างจัดเลี้ยงแล้วต้องการใบกำกับภาษีเต็มรูป
ตารางเทียบแบบเห็นภาพ
| หัวข้อ | บุคคลธรรมดา | บริษัทจำกัด |
|---|---|---|
| การจดทะเบียน | ทะเบียนพาณิชย์ 50 บาท | DBD ประมาณ 5,500 บาท |
| ฐานภาษี | รายรับหักเหมา 60% หรือหักตามจริง | กำไรสุทธิตามบัญชี |
| อัตราภาษี | ขั้นบันได 5-35% | SME: 0% / 15% / 20% |
| บัญชีและผู้สอบบัญชี | ไม่บังคับ | บังคับ มีค่าใช้จ่ายทุกปี |
| ความรับผิดต่อหนี้ | ไม่จำกัด ถึงทรัพย์สินส่วนตัว | จำกัดตามมูลค่าหุ้น |
| ความน่าเชื่อถือ | พอใช้สำหรับร้านเล็ก | สูงกว่ากับธนาคาร ห้าง คู่ค้า |
| การนำกำไรมาใช้ | ใช้ได้ทันที | ผ่านเงินเดือนหรือเงินปันผล |
ตัวอย่างคำนวณ: จุดที่บริษัทเริ่มชนะ
ตัวเลขทั้งหมดในหัวข้อนี้เป็น ตัวอย่างสมมติ เพื่อให้เห็นหลักคิด ร้านจริงควรคำนวณกับนักบัญชีด้วยตัวเลขของตัวเอง สมมติฐานร่วม: ค่าทำบัญชีเดือนละ 4,000 บาท บวกค่าสอบบัญชีปีละ 30,000 บาท รวมค่าใช้จ่ายฝั่งบริษัทประมาณ 78,000 บาทต่อปี (ราคาจริงขึ้นกับปริมาณเอกสารและสำนักงานบัญชีแต่ละแห่ง) และคิดเฉพาะค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาทฝั่งบุคคลธรรมดา
กรณีที่ 1: ร้านเล็ก รายรับปีละ 1.5 ล้านบาท กำไรจริงประมาณ 500,000 บาท
- บุคคลธรรมดา (หักเหมา 60%): เงินได้หลังหักเหมา 600,000 บาท หักค่าลดหย่อน 60,000 เหลือ 540,000 บาท ภาษีขั้นบันไดประมาณ 33,500 บาท
- บริษัท (SME): ภาษีนิติบุคคลจากกำไร 500,000 บาท คือ 15% ของส่วนที่เกิน 300,000 เท่ากับ 30,000 บาท แต่บวกค่าบัญชีและสอบบัญชี 78,000 รวมภาระประมาณ 108,000 บาท
ร้านเล็กทำในนามบุคคลธรรมดาถูกกว่าชัดเจน ภาษีที่ประหยัดได้ไม่พอจ่ายค่าทำบัญชีด้วยซ้ำ
กรณีที่ 2: ร้านโต รายรับปีละ 6 ล้านบาท กำไรจริงประมาณ 1.8 ล้านบาท
- บุคคลธรรมดา (หักเหมา 60%): สรรพากรถือว่ากำไรคือ 2.4 ล้านบาท ทั้งที่กำไรจริงมีแค่ 1.8 ล้าน หักค่าลดหย่อนแล้วเหลือฐานภาษี 2.34 ล้านบาท ภาษีขั้นบันไดประมาณ 467,000 บาท
- บุคคลธรรมดา (หักตามจริง): ฐานภาษี 1.74 ล้านบาท ภาษีประมาณ 300,000 บาท แต่ต้องมีใบเสร็จครบทุกรายการตลอดปี
- บริษัท (SME): ภาษีนิติบุคคลจากกำไร 1.8 ล้านบาท คือ 15% ของ 1.5 ล้าน เท่ากับ 225,000 บาท บวกค่าบัญชี 78,000 รวมประมาณ 303,000 บาท
ที่ระดับนี้บริษัทประหยัดกว่าการหักเหมาถึงปีละประมาณ 160,000 บาท และเท่ากับการหักตามจริงโดยไม่ต้องลุ้นเรื่องใบเสร็จตลาดสด แถมยังได้ความรับผิดจำกัดกับความน่าเชื่อถือเป็นของแถม ยิ่งถ้าวางโครงสร้างเงินเดือนเจ้าของอย่างถูกต้อง ภาระรวมมักลดลงได้อีก
แล้วจุดคุ้มทุนอยู่ตรงไหน
จากหลักคิดข้างต้น สัญญาณที่บริษัทเริ่มคุ้มสำหรับร้านอาหารทั่วไปคือ
- กำไรจริงต่อปีเกินประมาณ 1 ล้านบาทต่อเนื่อง จนอัตราภาษีขั้นบันไดส่วนเพิ่มไต่ไปแตะ 25-30% ขณะที่ฝั่งบริษัทยังอยู่ที่ 15%
- ต้นทุนจริงของร้านสูงกว่า 60% ของรายรับ (ซึ่งเป็นเรื่องปกติของร้านอาหาร) ทำให้การหักเหมาเสียเปรียบขึ้นเรื่อย ๆ
- ภาษีที่ประหยัดได้ต่อปีสูงกว่าค่าทำบัญชีและสอบบัญชีอย่างมีนัยสำคัญ
ถ้ายังไม่ถึงจุดนี้ การทำในนามบุคคลธรรมดาแล้วเก็บแรงไปพัฒนาร้านมักเป็นคำตอบที่สมเหตุสมผลกว่า ภาพรวมภาษีทุกตัวที่ร้านต้องเจอ อ่านต่อได้ในภาษีร้านอาหารฉบับเจ้าของร้าน
จังหวะเปลี่ยนผ่านที่ใช้กันจริง: เริ่มเล็ก แล้วค่อยจดเมื่อถึงเวลา
ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่ได้เลือก "ครั้งเดียวจบ" แต่ใช้เส้นทางสองช่วง คือ เปิดร้านแรกในนามบุคคลธรรมดาเพื่อทดลองตลาดด้วยต้นทุนต่ำ แล้วจดบริษัทเมื่อเจอสัญญาณเหล่านี้
- กำไรโตจนภาษีขั้นบันไดแพงกว่าอัตรานิติบุคคลชัดเจน (ตามตัวอย่างข้างบน)
- กำลังจะเปิด สาขาที่สอง หรือรับเงินลงทุนจากหุ้นส่วน ซึ่งต้องการโครงสร้างหุ้นที่ชัดเจน
- จะเช่าพื้นที่ในห้างหรือทำสัญญากับคู่ค้ารายใหญ่ที่ต้องการคู่สัญญาเป็นนิติบุคคล
- เริ่มกู้เงินก้อนใหญ่เพื่อขยายร้าน และไม่อยากให้บ้านกับทรัพย์สินส่วนตัวเป็นหลักประกันความเสี่ยงทั้งหมด
ข้อควรรู้ตอนเปลี่ยนผ่าน: บริษัทที่ตั้งใหม่เป็นคนละหน่วยภาษีกับบุคคลธรรมดาเดิม ใบอนุญาตของร้าน เช่น ใบอนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหารและใบอนุญาตขายสุรา รวมถึงการจด VAT ต้องดำเนินการในชื่อบริษัทใหม่ ควรวางแผนช่วงรอยต่อให้ดีเพื่อไม่ให้ร้านสะดุด
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย
- "จดบริษัทแล้วต้องจด VAT ทันที": ไม่จริง เกณฑ์ VAT คือรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหน บริษัทเล็กที่รายได้ยังไม่ถึงก็ยังไม่ต้องจด
- "จดบริษัทแล้วเสียภาษีถูกกว่าเสมอ": ไม่จริงสำหรับร้านเล็ก เพราะค่าทำบัญชีและสอบบัญชีกินส่วนต่างหมด ดังตัวอย่างกรณีที่ 1
- "ทำในนามบุคคลธรรมดาไม่ต้องยุ่งกับสรรพากร": ไม่จริง ยังต้องจดทะเบียนพาณิชย์ภายใน 30 วัน และยื่น ภ.ง.ด.94 กับ ภ.ง.ด.90 ทุกปีตามปกติ
- "จดบริษัทต้องมีเงินทุนก้อนใหญ่": ไม่จริง กฎหมายไม่ได้กำหนดทุนขั้นต่ำสูง และใช้ผู้ถือหุ้นเพียง 2 คนก็ตั้งบริษัทได้แล้ว
- "จดบริษัทแล้วเงินบริษัทคือเงินเรา": อันตรายที่สุดในลิสต์นี้ การหยิบเงินบริษัทมาใช้ปนกับเงินส่วนตัวโดยไม่ผ่านเงินเดือนหรือเงินปันผลจะสร้างปัญหาบัญชีลูกหนี้กรรมการและปัญหาภาษีตามมา
คำถามที่พบบ่อย
เปิดร้านอาหารร้านแรก ควรจดบริษัทเลยไหม
ส่วนใหญ่ยังไม่จำเป็น ถ้ากำไรจริงยังไม่เกินประมาณ 1 ล้านบาทต่อปี การทำในนามบุคคลธรรมดาพร้อมจดทะเบียนพาณิชย์มักมีภาระรวมต่ำกว่า เพราะภาษีที่บริษัทช่วยประหยัดยังไม่คุ้มค่าทำบัญชีและสอบบัญชีรายปี ยกเว้นมีหุ้นส่วน ต้องเช่าพื้นที่ห้าง หรือรับความเสี่ยงหนี้สูงตั้งแต่วันแรก
หักเหมา 60% กับหักตามจริง แบบไหนดีกว่าสำหรับร้านอาหาร
ถ้าต้นทุนจริงต่ำกว่า 60% ของรายรับ การหักเหมาได้เปรียบและง่ายกว่ามาก แต่ร้านอาหารส่วนใหญ่มีต้นทุนจริงสูงกว่านั้น การหักตามจริงจึงประหยัดกว่าในทางทฤษฎี ปัญหาคือต้องมีเอกสารครบทุกรายการ ซึ่งทำได้ยากเมื่อซื้อวัตถุดิบจากตลาดสด นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ร้านกำไรดีจำนวนมากเลือกจดบริษัทแล้วทำบัญชีจริงไปเลย
จดบริษัทแล้วมีค่าใช้จ่ายประจำปีอะไรบ้าง
หลัก ๆ คือค่าทำบัญชีรายเดือน ค่าผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจงบการเงินประจำปี ค่านำส่งงบต่อ DBD และภาระยื่นภาษีนิติบุคคลปีละสองครั้ง (ภ.ง.ด.51 และ ภ.ง.ด.50) ตัวเลขรวมขึ้นกับปริมาณเอกสารของร้านและสำนักงานบัญชีที่เลือกใช้ ควรขอใบเสนอราคาจริงก่อนตัดสินใจ
เปลี่ยนจากบุคคลธรรมดาเป็นบริษัทกลางทาง ทำได้ไหม
ทำได้และเป็นเส้นทางยอดนิยม แต่ไม่ใช่การ "แปลงร่าง" อัตโนมัติ ต้องตั้งบริษัทใหม่กับ DBD แล้วย้ายกิจการเข้าไป ใบอนุญาตร้านอาหาร ใบอนุญาตขายสุรา สัญญาเช่า และการจด VAT ต้องดำเนินการในชื่อบริษัท จังหวะที่นิยมคือก่อนเปิดสาขาที่สองหรือก่อนเซ็นสัญญาเช่าพื้นที่ใหญ่
รายได้เท่าไหร่ถึงต้องจด VAT และเกี่ยวกับการจดบริษัทไหม
ไม่เกี่ยวกัน เกณฑ์จด VAT คือรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ใช้กับทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ร้านในนามบุคคลธรรมดาที่ขายดีก็ต้องจด VAT ส่วนบริษัทที่รายได้ยังน้อยก็ยังไม่ต้องจด
อ่านเพิ่มเติม
บริหารลูกค้า Walk-in ให้ดี โดยไม่เสียลูกค้าที่จองล่วงหน้า
ร้านอาหารไทยคือประเทศของ walk-in แต่คืนที่โต๊ะจองนั่งว่างในขณะที่ลูกค้าหน้าร้านยืนรอ คือคืนที่ทุกฝ่ายไม่พอใจ บทความนี้รวมกติกาถือโต๊ะ สัดส่วนโต๊ะ และสคริปต์หน้างานที่ใช้ได้จริง
จัดการคิวหน้าร้านช่วงพีคอย่างไรให้ลูกค้าไม่หนี: วิธีรับมือคิวร้านอาหารฉบับใช้ได้จริง
คิวยาวคือข่าวดี แต่คิวที่จัดการไม่ดีคือลูกค้าที่เดินหนีไปร้านข้าง ๆ บทความนี้รวมวิธีบอกเวลารอ จิตวิทยาการรอ กติกา walk-in กับการจอง และการเปลี่ยนคิวที่ล้นให้เป็นการจองวันถัดไป
เทศกาลกินเจ: โอกาสยอดขายที่ร้านอาหารทั่วไปมักปล่อยผ่าน
ร้านอาหารทั่วไปไม่ต้องกลายเป็นร้านเจเพื่อขายช่วงกินเจ แค่มีเมนูเจจริงจัง 3 ถึง 5 อย่าง ติดป้ายอย่างซื่อสัตย์ และโปรโมตให้ทันเวลา 9 วันนี้ก็เปลี่ยนเป็นยอดขายได้