เปรียบเทียบแพลตฟอร์ม Hungry Hub ค่าคอมมิชชัน แพลตฟอร์มจองโต๊ะ

Hungry Hub สำหรับร้านอาหาร: ค่าคอมมิชชัน เงื่อนไข และเหมาะกับร้านแบบไหน

เขียนโดย Ludovic Frank เผยแพร่เมื่อ อ่าน 3 นาที
เจ้าของร้านอาหารไทยยืนดูแท็บเล็ตที่แสดงปฏิทินการจอง ข้างสมาร์ตโฟนที่เปิดแอปดีลร้านอาหาร ในร้านบรรยากาศอบอุ่นยามเย็น

ถ้าร้านของคุณมีโต๊ะว่างที่อยากเติมให้เต็ม ชื่อแรก ๆ ที่มักถูกแนะนำคือ Hungry Hub แพลตฟอร์มจองร้านอาหารสัญชาติไทยที่ทำให้บุฟเฟต์และแพ็กเกจปาร์ตี้กลายเป็นเรื่องปกติของการกินข้าวนอกบ้านในกรุงเทพฯ แต่คำถามที่เจ้าของร้านถามบ่อยที่สุดกลับหาคำตอบแบบเป็นกลางได้ยาก: Hungry Hub เก็บค่าคอมมิชชันเท่าไหร่ คิดจากอะไร แล้วร้านแบบไหนที่เข้าร่วมแล้วคุ้มจริง

บทความนี้รวบรวมข้อมูลจากหน้าเว็บของ Hungry Hub เองและแหล่งข่าวที่ตรวจสอบได้ สรุปเป็นรีวิวฝั่งเจ้าของร้านแบบตรงไปตรงมา ทั้งจุดแข็งที่ต้องยอมรับ เงื่อนไขการคิดเงิน วิธีคำนวณมาร์จินก่อนตัดสินใจ และกรณีที่ระบบรับจองโต๊ะของร้านเองที่ไม่เก็บค่าคอมมิชชันตอบโจทย์กว่าการพึ่งแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียว

Hungry Hub คืออะไรในมุมของร้านอาหาร

Hungry Hub ก่อตั้งในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2014 และระดมทุนรอบ Series A ในปี 2022 โดยมี ORZON Ventures กองทุนร่วมของ OR ในเครือ ปตท. เป็นผู้นำการลงทุน (The Story Thailand, กรกฎาคม 2022) จุดต่างสำคัญจากแอปส่วนลดทั่วไปคือ Hungry Hub ไม่ได้ขาย "ส่วนลด" แต่ขาย "แพ็กเกจราคา NET" คือราคาเดียวจบ รวมทุกอย่าง ลูกค้ารู้งบล่วงหน้าก่อนออกจากบ้าน

แพ็กเกจหลักในฝั่งร้านมี 4 รูปแบบ ได้แก่ All You Can Eat (ทานไม่อั้นในเวลาที่กำหนด), Party Pack (เซ็ตเมนูสำหรับกลุ่ม), Xperience (มื้อพิเศษหรือแพ็กเกจโรงแรม) และบริการส่งถึงบ้าน ข้อมูลจากผู้ให้บริการระบุว่ามีร้านอาหารและโรงแรมเข้าร่วมแล้วมากกว่า 1,100 แห่ง (หน้าสมัครพาร์ทเนอร์ของ Hungry Hub, ข้อมูล ณ ตุลาคม 2026)

สำหรับร้าน นี่คือช่องทางเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ตั้งใจจองล่วงหน้าและพร้อมจ่ายเป็นแพ็กเกจ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ต่างจากลูกค้า walk-in ทั่วไปอย่างชัดเจน

ค่าคอมมิชชันของ Hungry Hub: ตัวเลขและเงื่อนไขที่ยืนยันได้

ข้อมูลทั้งหมดในส่วนนี้มาจากหน้า FAQ ของ Hungry Hub เอง (ข้อมูลจากผู้ให้บริการ ณ ตุลาคม 2026 เงื่อนไขจริงอยู่ที่สัญญาของแต่ละร้าน):

  • อัตราเริ่มต้น 12%: FAQ ฝั่งธุรกิจของ Hungry Hub ระบุว่าค่าคอมมิชชัน (GP) เริ่มต้นที่ 12% ของยอดจองที่ลูกค้าใช้บริการจริง อัตราจริงของแต่ละร้านเป็นเรื่องเจรจารายสัญญา ไม่มีตารางราคากลางเปิดเผยสาธารณะ
  • คิดเฉพาะยอดที่เกิดขึ้นจริง: FAQ สำหรับร้านพาร์ทเนอร์ ระบุว่าค่าคอมมิชชันคำนวณจากการจองสถานะ Arrived (ลูกค้ามาแล้ว) และ Pending Arrival ส่วนสถานะยกเลิกและ No Show (ลูกค้าจองแล้วไม่มา) ไม่ถูกนำมาคิด
  • ไม่มีค่าแรกเข้า: การสมัครเป็นพาร์ทเนอร์ไม่มีค่าธรรมเนียมเริ่มต้น ค่าใช้จ่ายเสริมมีเฉพาะบางกรณี เช่น เมื่อมีบล็อกเกอร์จากแพลตฟอร์มไปรีวิวร้าน
  • รอบบิลรายเดือน: ใบแจ้งหนี้ออกทุกวันที่ 3 หรือ 4 ของเดือน และมีรอบโอนเงินวันที่ 10 และ 20 ของทุกเดือน

ประเด็นที่เจ้าของร้านควรถามให้ชัดก่อนเซ็นสัญญาคืออัตราจริงของร้านตัวเอง เพราะ "เริ่มต้น 12%" หมายความว่าบางร้านจ่ายมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับประเภทร้าน ทำเล และแพ็กเกจที่ขาย นอกจากนี้ Hungry Hub ยังโฆษณาระบบจองสำหรับร้านทั้งแบบฟรีและแบบเสียเงิน แต่ขอบเขตของเวอร์ชันฟรีไม่ได้ระบุรายละเอียดสาธารณะ ควรขอเงื่อนไขเป็นลายลักษณ์อักษร

คำนวณมาร์จินก่อนตัดสินใจ: ตัวอย่างตัวเลขจริง

ผู้จัดการร้านอาหารไทยนั่งกดเครื่องคิดเลขที่โต๊ะหลังร้าน มีใบเสร็จและสมุดบันทึกต้นทุนวางอยู่ข้างเหรียญที่เรียงเป็นตั้ง
ก่อนเข้าร่วมแพลตฟอร์มใด ควรคำนวณมาร์จินต่อหัวให้ชัดก่อนเสมอ

สมมติร้านชาบูของคุณขายแพ็กเกจ AYCE ผ่านแพลตฟอร์มที่ราคา NET 599 บาทต่อคน และอัตราค่าคอมมิชชันอยู่ที่ 12%:

  • ค่าคอมมิชชันต่อหัว: ประมาณ 72 บาท เหลือรายรับเข้าร้าน 527 บาทต่อคน
  • โต๊ะ 4 คน: ยอดขาย 2,396 บาท หักค่าคอมมิชชันประมาณ 288 บาท
  • หากต้นทุนอาหารของแพ็กเกจอยู่ที่ 35% (ประมาณ 210 บาทต่อหัว) บวกค่าแรงและค่าเช่าอีกตามโครงสร้างร้าน มาร์จินสุทธิต่อหัวจะบางลงอย่างมีนัยสำคัญ

ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นวิธีคิด ประเด็นสำคัญคือราคา NET ที่ลูกค้าเห็นต้องรวมทุกอย่างแล้ว ร้านจึงควรออกแบบแพ็กเกจโดยบวกค่าคอมมิชชันเข้าไปในโครงสร้างต้นทุนตั้งแต่ต้น ไม่ใช่คิดทีหลังตอนเห็นใบแจ้งหนี้

อีกมุมที่ควรมองคือการเทียบกับช่องทางอื่น ค่าคอมมิชชันต่อหัวระดับนี้ต่ำกว่าค่า GP ของแอปเดลิเวอรี่ที่ในอดีตเคยขึ้นไปแตะ 25-30% อย่างชัดเจน และจ่ายเฉพาะเมื่อลูกค้ามาจริง แต่ก็ยังสูงกว่าช่องทางจองตรงของร้านเองที่ 0% เสมอ คำถามจึงไม่ใช่ "แพงหรือถูก" แต่คือ "ลูกค้าคนนี้เป็นลูกค้าที่ร้านหาเองไม่ได้ใช่หรือไม่"

จุดแข็งที่ต้องยอมรับ

พูดตรง ๆ Hungry Hub มีจุดแข็งที่แพลตฟอร์มต่างชาติหลายเจ้าทำไม่ได้ในไทย:

  1. เข้าใจพฤติกรรมคนไทยจริง: โมเดล AYCE และ Party Pack ตรงกับวัฒนธรรมกินเป็นกลุ่ม จองล่วงหน้า และคุมงบของลูกค้าไทย ซึ่งเป็นเหตุผลที่แพลตฟอร์มนี้เติบโตได้ในขณะที่เจ้าตะวันตกแทบไม่มีตัวตนในตลาดนี้
  2. ความเสี่ยงฝั่งร้านต่ำ: ไม่มีค่าแรกเข้า จ่ายเมื่อขายได้ และการจองที่ลูกค้าไม่มาไม่ถูกคิดค่าคอมมิชชัน โครงสร้างนี้แฟร์กับร้านมากกว่าโมเดลเหมาจ่ายรายเดือนที่ต้องจ่ายแม้ไม่มีลูกค้า
  3. เก่งเรื่องเติมโต๊ะกลุ่มใหญ่: สำหรับร้านบุฟเฟต์ ปิ้งย่าง หรือร้านที่รับกรุ๊ปปาร์ตี้ แพลตฟอร์มนี้พาลูกค้าที่ตั้งใจจ่ายเป็นแพ็กเกจมาให้ และการ upsell แพ็กเกจช่วยดันยอดเฉลี่ยต่อหัวให้สูงกว่าลูกค้าสั่งตามเมนูปกติ
  4. เครื่องมือฝั่งร้านพัฒนาต่อเนื่อง: มีระบบหลังบ้านจัดการการจองทั้งบนเดสก์ท็อปและมือถือ และเริ่มมีฟีเจอร์อย่าง Dynamic Pricing ให้ร้านปรับราคาตามช่วงเวลา (เปิดตัวปี 2025 ตามบล็อกของผู้ให้บริการ)

ข้อจำกัดที่ควรชั่งน้ำหนักก่อนเซ็นสัญญา

ในทางกลับกัน มีข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้างที่เจ้าของร้านควรมองให้ครบ:

  1. อัตราจริงต้องเจรจา: ตัวเลขสาธารณะมีเพียง "เริ่มต้น 12%" การเปรียบเทียบข้อเสนอจริงกับร้านอื่นทำได้ยาก และเงื่อนไขอาจเปลี่ยนเมื่อต่อสัญญา
  2. ลูกค้าเป็นของแพลตฟอร์มมากกว่าของร้าน: การจอง ข้อมูลติดต่อ และประวัติลูกค้าเกิดขึ้นในแอป ลูกค้าจำนวนไม่น้อยจดจำว่า "จองผ่าน Hungry Hub" มากกว่าจำชื่อร้าน การสร้างฐานลูกค้าประจำที่กลับมาจองตรงจึงต้องอาศัยความพยายามเพิ่มของร้านเอง
  3. โมเดลบังคับรูปแบบการขาย: ร้านต้องแปลงเมนูเป็นแพ็กเกจราคาตายตัว ร้าน à la carte ที่จุดแข็งคือความหลากหลายของเมนู หรือร้านที่ยอดต่อหัวต่ำและมาร์จินบางอยู่แล้ว อาจไม่เหลือพื้นที่ให้หัก 12% ขึ้นไปโดยไม่กระทบคุณภาพวัตถุดิบ
  4. ต้นทุนโตตามความสำเร็จ: ยิ่งแพลตฟอร์มกลายเป็นช่องทางหลักของร้าน ค่าคอมมิชชันรวมต่อเดือนยิ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงยอดจากลูกค้าประจำที่ถึงอย่างไรก็จะมาร้านอยู่แล้ว ปัญหานี้เหมือนกับที่ร้านจำนวนมากเจอกับค่า GP เดลิเวอรี่ เพียงแต่ตัวเลขเบากว่า

เหมาะกับร้านแบบไหน และไม่เหมาะกับร้านแบบไหน

จากโครงสร้างค่าคอมมิชชันและโมเดลแพ็กเกจ สรุปได้ค่อนข้างชัด:

เหมาะมาก: ร้านบุฟเฟต์ ชาบู ปิ้งย่าง ร้านที่รับกรุ๊ปใหญ่และงานเลี้ยง ห้องอาหารโรงแรม และร้านระดับกลางถึงบนในกรุงเทพฯ หรือหัวเมืองท่องเที่ยวที่มีโต๊ะว่างช่วงนอกพีคต้องเติม ร้านกลุ่มนี้ได้ลูกค้าใหม่ที่ยอดต่อหัวสูง และจ่ายค่าคอมมิชชันเฉพาะเมื่อขายได้จริง

ควรคิดหนัก: ร้านอาหารตามสั่งหรือ à la carte ยอดต่อหัวต่ำ ร้านที่โต๊ะเต็มอยู่แล้วในช่วงเวลาที่ลูกค้าแพลตฟอร์มจะมา (เท่ากับจ่าย 12% ขึ้นไปให้ยอดที่ได้อยู่แล้ว) และร้านต่างจังหวัดนอกฐานผู้ใช้หลักของแอป ซึ่งอาจได้ยอดจองน้อยเกินกว่าจะคุ้มกับงานจัดการที่เพิ่มขึ้น

ถ้าอยากเห็นภาพรวมของทุกแพลตฟอร์มในไทยก่อนตัดสินใจ เราเปรียบเทียบไว้ในบทความรวมระบบและแอปรับจองโต๊ะในไทย และถ้าสนใจโมเดลส่วนลดตามช่วงเวลา อ่านต่อได้ที่รีวิว Eatigo ฝั่งร้านอาหาร ซึ่งเป็นคนละแนวทางกับแพ็กเกจราคา NET ของ Hungry Hub

ใช้แพลตฟอร์มควบคู่กับช่องทางจองตรงของร้านเอง

ข้อสรุปที่สมดุลที่สุดสำหรับร้านส่วนใหญ่ไม่ใช่ "เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง" แต่คือการแบ่งบทบาท: ให้แพลตฟอร์มทำหน้าที่หาลูกค้าใหม่ที่ร้านเข้าไม่ถึง และมีหน้าจองของร้านเองไว้รับลูกค้าประจำ ลูกค้าจาก Google Maps และลูกค้าที่ทักมาทาง LINE OA หรือโซเชียลของร้าน เพื่อให้ยอดจองส่วนที่ร้านหาได้เองไม่ต้องเสียค่าคอมมิชชันซ้ำ

ViteUneTable ตอบโจทย์ขานี้ตรง ๆ: แผนฟรีให้รับจองออนไลน์ได้ไม่จำกัดจำนวน ไม่มีค่าคอมมิชชัน 0% ถาวร ไม่ผูกมัดสัญญา พร้อมอีเมลยืนยันการจองอัตโนมัติ และหน้าจองรองรับ 37 ภาษา ทั้งไทย อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ซึ่งช่วยร้านในเมืองท่องเที่ยวรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้โดยไม่ต้องแปลอะไรเอง ส่วนฟีเจอร์ขั้นสูงเป็นแพ็กเสริม: แพ็กสแตนดาร์ดเริ่มที่ €29 ไม่รวม VAT ต่อเดือน (ประมาณ 1,100 บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนต้นเดือนตุลาคม 2026) เพิ่มอีเมลแจ้งเตือนลูกค้าอัตโนมัติและปุ่มจองผ่าน Reserve with Google และแพ็กสแตนดาร์ด + No-Show ที่ €49 ไม่รวม VAT (ประมาณ 1,860 บาท) เพิ่มการกันวงเงินบัตรตอนจองเพื่อลดลูกค้าจองแล้วไม่มา พูดตรง ๆ เช่นกันว่าการเรียกเก็บเงินเป็นสกุลยูโรอาจไม่คุ้นมือสำหรับบางร้าน แต่สำหรับช่องทางจองตรงที่เริ่มได้ฟรีและไม่หักเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย นี่คือต้นทุนที่คำนวณล่วงหน้าได้แม่นยำที่สุด

ไม่ว่าจะเลือกทางไหน หลักคิดเดียวที่ใช้ได้เสมอคือ จ่ายค่าคอมมิชชันให้กับลูกค้าที่แพลตฟอร์มหามาให้จริง และเก็บยอดจองที่ร้านหาได้เองไว้ที่ช่องทาง 0% ของร้าน

คำถามที่พบบ่อย

Hungry Hub เก็บค่าคอมมิชชันกี่เปอร์เซ็นต์

ตาม FAQ ฝั่งธุรกิจของ Hungry Hub เอง (ข้อมูล ณ ตุลาคม 2026) ค่าคอมมิชชันเริ่มต้นที่ 12% ของยอดจองที่ลูกค้าใช้บริการจริง อัตราจริงของแต่ละร้านเป็นเรื่องเจรจารายสัญญาและไม่มีตารางราคากลางเปิดเผย

ถ้าลูกค้าจองแล้วไม่มา ร้านต้องจ่ายค่าคอมมิชชันไหม

ไม่ต้อง ตามเงื่อนไขที่ Hungry Hub ระบุ ค่าคอมมิชชันคิดจากการจองสถานะ Arrived และ Pending Arrival เท่านั้น ส่วนสถานะยกเลิกและ No Show ไม่ถูกนำมาคำนวณ

สมัครเป็นพาร์ทเนอร์ Hungry Hub มีค่าแรกเข้าไหม

ไม่มี ตามหน้าสมัครพาร์ทเนอร์ของผู้ให้บริการ การเข้าร่วมไม่มีค่าธรรมเนียมเริ่มต้น ค่าใช้จ่ายหลักคือค่าคอมมิชชันตามยอดขายจริง และอาจมีค่าใช้จ่ายเสริมบางกรณี เช่น การรีวิวโดยบล็อกเกอร์ของแพลตฟอร์ม

Hungry Hub เหมาะกับร้านเล็กไหม

ขึ้นอยู่กับรูปแบบร้านมากกว่าขนาด ร้านเล็กที่ขายเป็นแพ็กเกจได้ เช่น ชาบูหรือปิ้งย่าง และต้องการเติมโต๊ะว่าง อาจคุ้ม แต่ร้านตามสั่งยอดต่อหัวต่ำและมาร์จินบาง ควรคำนวณก่อนว่าหลังหักค่าคอมมิชชันแล้วยังเหลือกำไรต่อหัวพอหรือไม่

ใช้ Hungry Hub พร้อมกับระบบจองของร้านเองได้ไหม

ได้ และเป็นแนวทางที่ร้านจำนวนมากใช้: รับลูกค้าใหม่จากแพลตฟอร์ม ควบคู่กับหน้าจองตรงของร้านสำหรับลูกค้าประจำและลูกค้าจาก Google หรือ LINE OA เพื่อให้ยอดส่วนที่ร้านหาเองไม่เสียค่าคอมมิชชัน สิ่งสำคัญคือรวมการจองทุกช่องทางไว้ในปฏิทินเดียวเพื่อกันจองซ้อน

อ่านเพิ่มเติม

พนักงานต้อนรับร้านอาหารไทยยืนที่แท่นต้อนรับพร้อมแท็บเล็ตแสดงผังโต๊ะ ด้านหนึ่งมีครอบครัวลูกค้า walk-in กำลังรอ อีกด้านมีโต๊ะว่างติดป้ายจองแล้ว
การจัดการการจอง อ่าน 3 นาที

บริหารลูกค้า Walk-in ให้ดี โดยไม่เสียลูกค้าที่จองล่วงหน้า

ร้านอาหารไทยคือประเทศของ walk-in แต่คืนที่โต๊ะจองนั่งว่างในขณะที่ลูกค้าหน้าร้านยืนรอ คือคืนที่ทุกฝ่ายไม่พอใจ บทความนี้รวมกติกาถือโต๊ะ สัดส่วนโต๊ะ และสคริปต์หน้างานที่ใช้ได้จริง

พนักงานต้อนรับร้านอาหารไทยถือแท็บเล็ตดูแลลูกค้าที่ต่อคิวหน้าร้านตึกแถวยามเย็น บางคนนั่งอ่านเมนูและดื่มเครื่องดื่มระหว่างรอ
การจัดการการจอง อ่าน 3 นาที

จัดการคิวหน้าร้านช่วงพีคอย่างไรให้ลูกค้าไม่หนี: วิธีรับมือคิวร้านอาหารฉบับใช้ได้จริง

คิวยาวคือข่าวดี แต่คิวที่จัดการไม่ดีคือลูกค้าที่เดินหนีไปร้านข้าง ๆ บทความนี้รวมวิธีบอกเวลารอ จิตวิทยาการรอ กติกา walk-in กับการจอง และการเปลี่ยนคิวที่ล้นให้เป็นการจองวันถัดไป

เจ้าของร้านอาหารไทยยิ้มแย้มยกถาดอาหารเจหลากสี ทั้งเห็ดผัด เต้าหู้ และผักสด บนเคาน์เตอร์ไม้ประดับธงสามเหลี่ยมสีเหลือง ในร้านตึกแถวบรรยากาศอบอุ่นมีโคมแดง
การตลาดและการเพิ่มลูกค้า อ่าน 3 นาที

เทศกาลกินเจ: โอกาสยอดขายที่ร้านอาหารทั่วไปมักปล่อยผ่าน

ร้านอาหารทั่วไปไม่ต้องกลายเป็นร้านเจเพื่อขายช่วงกินเจ แค่มีเมนูเจจริงจัง 3 ถึง 5 อย่าง ติดป้ายอย่างซื่อสัตย์ และโปรโมตให้ทันเวลา 9 วันนี้ก็เปลี่ยนเป็นยอดขายได้

← กลับไปที่บล็อก