เปรียบเทียบระบบจองโต๊ะและแอปจองร้านอาหารในไทยปี 2026: Hungry Hub, Eatigo, AAppoint, QueQ และทางเลือกไม่มีค่าคอมมิชชัน
ค้นหาคำว่า "แอปจองร้านอาหาร" จะเจอแต่บทความฝั่งผู้บริโภค แนะนำว่าลูกค้าควรโหลดแอปไหนไปจองโต๊ะ แต่แทบไม่มีใครตอบคำถามที่เจ้าของร้านอยากรู้จริง ๆ ว่า ถ้าร้านของเราจะรับจองออนไลน์ ควรใช้ระบบเจ้าไหน แต่ละเจ้าคิดเงินอย่างไร และข้อมูลลูกค้าที่จองเข้ามาเป็นของใครกันแน่
บทความนี้เขียนจากมุมเจ้าของร้านล้วน ๆ เปรียบเทียบทุกตัวเลือกที่มีจริงในไทย ตั้งแต่แพลตฟอร์มดัง ๆ อย่าง Hungry Hub และ Eatigo ไปจนถึงระบบ SaaS สากล ระบบจองผ่าน LINE OA และระบบรับจองโต๊ะที่ร้านใช้ฟรีโดยไม่เสียค่าคอมมิชชันอย่าง ViteUneTable พร้อมตารางราคาที่แทบไม่มีใครในไทยยอมเปิดเผยตรง ๆ
3 โมเดลธุรกิจที่ต้องแยกให้ออกก่อนเลือก
ระบบรับจองในไทยทั้งหมดแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มตามวิธีคิดเงิน และนี่คือจุดที่เจ้าของร้านจำนวนมากพลาด เพราะคำว่า "ฟรี" ของแต่ละกลุ่มไม่ได้แปลว่าฟรีแบบเดียวกัน
- มาร์เก็ตเพลสเก็บค่าคอมมิชชันต่อหัว: ลูกค้าจองผ่านแอปของแพลตฟอร์ม ร้านจ่ายค่าคอมมิชชันตามจำนวนลูกค้าที่มาจริง กลุ่มนี้คือ Hungry Hub, Eatigo และ Grab Dine Out สมัครมักไม่เสียเงิน แต่ยิ่งขายดี ยิ่งจ่ายมาก
- ซอฟต์แวร์แบบจ่ายรายเดือน (SaaS): ร้านจ่ายค่าระบบคงที่ ลูกค้าจองผ่านช่องทางของร้านเอง กลุ่มนี้คือ TableCheck, SevenRooms, Eat App, resOS และผู้ให้บริการระบบจองผ่าน LINE OA ของไทย ต้นทุนนิ่ง แต่ร้านต้องหาลูกค้าเอง
- ฟรีแบบมีเงื่อนไข หรือฟรีจริง: บางเจ้ามีแผนฟรีแต่จำกัดจำนวนการจองต่อเดือน บางเจ้าฟรีไม่จำกัด ต้องอ่านเงื่อนไขให้ละเอียดว่าเพดานอยู่ตรงไหน

คำถามสำคัญก่อนเลือกจึงไม่ใช่ "เจ้าไหนดังที่สุด" แต่คือ "ร้านของคุณต้องการให้แพลตฟอร์มพาลูกค้าใหม่มาให้ หรือต้องการระบบจัดการการจองจากลูกค้าที่ร้านหามาได้เองอยู่แล้ว" เพราะสองโจทย์นี้ใช้เครื่องมือคนละแบบ และจ่ายเงินคนละแบบ
กลุ่มมาร์เก็ตเพลส: จ่ายค่าคอมมิชชันแลกกับฐานลูกค้า
Hungry Hub
Hungry Hub เป็นแพลตฟอร์มจองร้านอาหารสัญชาติไทยที่ก่อตั้งในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2014 จุดแข็งคือโมเดลแพ็กเกจราคาเหมา เช่น บุฟเฟต์และปาร์ตี้แพ็ก ซึ่งตรงกับพฤติกรรมลูกค้าไทยมาก บริษัทระบุว่ามีร้านอาหารและโรงแรมเข้าร่วมกว่า 1,400 แห่ง (ข้อมูลจากผู้ให้บริการ ณ ตุลาคม 2026) พูดตรง ๆ ว่าในแง่การพาลูกค้ากลุ่มบุฟเฟต์และโอกาสพิเศษมาให้ร้าน ยังไม่มีเจ้าไหนในไทยทำได้เท่า Hungry Hub
ส่วนที่ต้องคิดให้หนักคือโครงสร้างต้นทุน ตามหน้า FAQ ของ Hungry Hub เอง ระบบคิดค่าคอมมิชชันจากการจองที่ลูกค้ามาถึงร้านจริงและที่อยู่ระหว่างรอมาถึง การจองที่ลูกค้าไม่มา (No Show คือลูกค้าจองแล้วไม่มา) ไม่ถูกคิดเงิน แต่การจองที่ร้านเป็นฝ่ายยกเลิกเองจะถูกคิดเงินด้วย ที่สำคัญคืออัตราค่าคอมมิชชันไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ ต้องเจรจาเป็นรายร้าน จึงควรคำนวณให้ชัดก่อนเซ็นว่าที่เปอร์เซ็นต์ที่ได้รับเสนอ ร้านยังเหลือมาร์จินเท่าไหร่ต่อหัว อ่านบทวิเคราะห์เชิงลึกได้ในบทความเจาะเงื่อนไข Hungry Hub ฝั่งร้านอาหาร
Grab Dine Out
Grab เข้าซื้อกิจการ Chope ในภูมิภาคนี้เมื่อปี 2024 และเปิดตัวบริการ Dine Out ในไทยเต็มรูปแบบเมื่อ 4 กันยายน 2025 โดยฟีเจอร์จองโต๊ะ (Book Table) ครอบคลุมร้านกว่า 500 แบรนด์ในกรุงเทพฯ และภูเก็ต ส่วนดีลส่วนลดครอบคลุมกว่า 2,500 แบรนด์ทั่วประเทศ (ข้อมูลจากผู้ให้บริการ)
จุดแข็งของ Grab ไม่ใช่ตัวระบบจอง แต่คืออีโคซิสเต็ม ลูกค้าหลายล้านคนเปิดแอป Grab อยู่แล้วทุกวัน การที่ร้านไปปรากฏในนั้นคือการมองเห็นที่ร้านทำเองไม่ได้ ข้อควรระวังคือเงื่อนไขและค่าใช้จ่ายฝั่งร้านยังไม่เปิดเผยเป็นสาธารณะ และบทเรียนจากฝั่งเดลิเวอรี่เรื่องค่า GP ก็ชัดเจนพอที่จะเตือนว่า เมื่อร้านพึ่งพาแพลตฟอร์มเป็นช่องทางหลัก อำนาจต่อรองเรื่องค่าธรรมเนียมจะอยู่ฝั่งแพลตฟอร์มเสมอ
Eatigo
Eatigo เกิดในกรุงเทพฯ ปี 2013 ด้วยโมเดลส่วนลดตามช่วงเวลา สูงสุดถึง 50% เหมาะกับร้านที่อยากเติมโต๊ะว่างช่วง off-peak มาก แต่ต้องเข้าใจว่าส่วนลดนั้นร้านเป็นคนจ่าย ไม่ใช่แพลตฟอร์ม ปี 2023 บริษัทถูกควบรวมเข้ากับกลุ่ม FunNow จากไต้หวัน และขนาดองค์กรเล็กลงจากยุครุ่งเรือง แต่ยังให้บริการในไทยอยู่จริง (แอปยังอัปเดตต่อเนื่อง ณ กันยายน 2026 และระบุร้านรวมทั่วภูมิภาคกว่า 4,500 แห่ง ซึ่งเป็นข้อมูลจากผู้ให้บริการ) รายละเอียดเชิงตัวเลขว่าส่วนลดกินมาร์จินเท่าไหร่ อ่านต่อได้ในบทความ Eatigo ฝั่งร้านอาหาร
แล้ว OpenTable กับ TheFork ล่ะ
สองชื่อนี้โผล่ในผลค้นหาภาษาอังกฤษบ่อย แต่สำหรับตลาดไทยแทบไม่มีผล OpenTable มีร้านในไทยเพียงราว 27 แห่งตามเว็บไซต์ของตัวเอง (ข้อมูล ณ ตุลาคม 2026) ส่วน TheFork และ Resy ไม่ได้ให้บริการในไทย
กลุ่ม SaaS: จ่ายรายเดือน ลูกค้าเป็นของร้าน
TableCheck และ SevenRooms: ระดับโรงแรมและไฟน์ไดนิง
TableCheck จากญี่ปุ่นคือระบบที่ร้านระดับบนของกรุงเทพฯ ใช้กันจริง เช่น Sorn, Gaa และ 80/20 และเป็นเจ้าแรก ๆ ที่เปิดใช้ Reserve with Google ในไทยตั้งแต่มิถุนายน 2020 ส่วน SevenRooms จากสหรัฐฯ อยู่เบื้องหลังการจองของ Gaggan และร้านในเครือโรงแรมหรูหลายแห่ง ทั้งคู่แข็งแรงมากเรื่องมัดจำ CRM และดาต้า แต่ราคาไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ เป็นสัญญาระดับองค์กรที่ออกแบบมาสำหรับโรงแรมและกลุ่มร้านขนาดใหญ่ ไม่ใช่ร้านอิสระทั่วไป
Eat App และ resOS: SaaS สากลที่มีแผนฟรีแบบมีเพดาน
สองเจ้านี้ขายทั่วโลกรวมถึงไทย และเปิดราคาตรงไปตรงมา (ข้อมูลจากหน้าเว็บผู้ให้บริการ ณ ตุลาคม 2026)
- Eat App: แผนฟรีจำกัด 100 ลูกค้าต่อเดือน แผนเสียเงินเริ่ม 99 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน (ประมาณ 3,200 บาท)
- resOS: แผนฟรีจำกัด 25 การจองต่อเดือน แผนเสียเงินเริ่ม 45 ยูโรต่อเดือน (ประมาณ 1,700 บาท)
เพดานแบบนี้หมายความว่า ร้านที่รับจองเฉลี่ยแค่คืนละ 1 โต๊ะก็ชนเพดาน 25 การจองของ resOS แล้ว แผนฟรีของทั้งคู่จึงเหมาะเป็นช่วงทดลองมากกว่าใช้งานจริงระยะยาว
ระบบจองผ่าน LINE OA และผู้ให้บริการไทย
ไทยมีผู้ให้บริการระบบจองที่ต่อยอดจาก LINE OA หลายเจ้า เช่น BookingX ที่ให้ลูกค้ากดจองจาก Rich Menu ของร้าน จุดแข็งคือลูกค้าไทยคุ้นเคยกับ LINE อยู่แล้ว จุดที่ต้องเช็กคือระบบกลุ่มนี้เป็น SaaS แบบจ่ายรายเดือนหรือรายปี ราคาแตกต่างกันตามผู้ให้บริการและฟีเจอร์ และส่วนใหญ่รองรับภาษาไทยเป็นหลัก ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดสำหรับร้านในเมืองท่องเที่ยวที่ลูกค้าครึ่งหนึ่งไม่ได้ใช้ LINE
AAppoint: ปุ่มจองโต๊ะบน Google Maps
AAppoint เป็นระบบจองสัญชาติไทยที่สื่อไทยนำเสนอในฐานะผู้ให้บริการเปิดปุ่มจองโต๊ะบน Google Maps ให้ร้านอาหาร ซึ่งเป็นจุดขายที่จับต้องได้จริง เพราะลูกค้าจำนวนมากค้นหาร้านจาก Google Maps โดยตรง ส่วนราคานั้นไม่พบหน้าราคาที่เผยแพร่เป็นสาธารณะ ณ เวลาที่เขียน จึงต้องสอบถามกับผู้ให้บริการโดยตรง
QueQ: แอปจัดการคิว ไม่ใช่ระบบจองโต๊ะ
ต้องพูดให้ชัดเพราะคนสับสนกันมาก QueQ คือระบบจัดการคิวหน้าร้านสำหรับลูกค้า walk-in ลูกค้ากดรับบัตรคิวผ่านแอปแล้วรอเรียก เหมาะกับร้านในห้างที่คิวยาวช่วงพีค แต่ไม่ใช่ระบบรับจองโต๊ะล่วงหน้า และราคาสำหรับร้านก็ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ ร้านที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็น walk-in อาจต้องการระบบคิว ร้านที่ลูกค้าวางแผนมาก่อนต้องการระบบจอง และบางร้านต้องใช้ทั้งคู่ เราแยกสองเรื่องนี้ไว้ละเอียดในบทความแอปจัดการคิวกับระบบจองโต๊ะ
ตารางเปรียบเทียบราคาและโมเดล (ข้อมูล ณ ตุลาคม 2026)
นี่คือตารางที่หาไม่ได้จากที่ไหนในไทย เพราะผู้เล่นส่วนใหญ่ไม่เปิดราคา เราจึงระบุตรง ๆ ว่าเจ้าไหน "ไม่เปิดเผย" แทนที่จะเดาตัวเลขให้ดูครบ
| ระบบ | โมเดลธุรกิจ | ราคาที่เผยแพร่ | ใครเป็นเจ้าของความสัมพันธ์กับลูกค้า |
|---|---|---|---|
| Hungry Hub | ค่าคอมมิชชันต่อหัวตามลูกค้าที่มาจริง | ไม่เปิดเผย เจรจารายร้าน | แพลตฟอร์ม |
| Grab Dine Out | มาร์เก็ตเพลสในแอป Grab | ไม่เปิดเผย | แพลตฟอร์ม |
| Eatigo | ส่วนลดที่ร้านจ่าย + ค่าธรรมเนียมต่อหัว | ไม่เปิดเผย | แพลตฟอร์ม |
| TableCheck | SaaS ระดับองค์กร | ไม่เปิดเผย | ร้าน |
| SevenRooms | SaaS ระดับองค์กร | ไม่เปิดเผย | ร้าน |
| Eat App | SaaS | ฟรี 100 ลูกค้า/เดือน จากนั้นเริ่ม $99/เดือน | ร้าน |
| resOS | SaaS | ฟรี 25 การจอง/เดือน จากนั้นเริ่ม €45/เดือน | ร้าน |
| ระบบจองผ่าน LINE OA (BookingX ฯลฯ) | SaaS รายเดือน/รายปี | แตกต่างตามผู้ให้บริการ | ร้าน (ภายใน LINE) |
| AAppoint | ระบบจอง + ปุ่มจองบน Google Maps | ไม่พบราคาเผยแพร่ | ร้าน |
| QueQ | ระบบคิว (ไม่ใช่ระบบจอง) รายเดือน | ไม่เปิดเผย | ร้าน |
| ViteUneTable | SaaS ที่มีแผนฟรีไม่จำกัด | ฟรีไม่จำกัดการจอง แพ็กเสริมเริ่ม €29/เดือน | ร้าน |
ใครเป็นเจ้าของข้อมูลลูกค้า: คำถามที่แพงที่สุดในตาราง
ช่องสุดท้ายของตารางสำคัญกว่าช่องราคา เมื่อลูกค้าจองผ่านมาร์เก็ตเพลส ความสัมพันธ์หลักคือ "ลูกค้ากับแอป" ไม่ใช่ "ลูกค้ากับร้าน" ลูกค้าเปิดแอปครั้งหน้าแล้วเจอร้านคู่แข่งพร้อมดีลแรงกว่าได้ตลอดเวลา และถ้าวันหนึ่งร้านออกจากแพลตฟอร์ม ประวัติการจองหลายปีก็ไม่ได้ตามมาด้วย
ส่วนระบบที่ร้านเป็นเจ้าของ ข้อมูลชื่อ เบอร์ อีเมล และประวัติการจองอยู่ในมือร้านเอง ใช้ยืนยันการจอง แจ้งเตือนลด No Show และทำการตลาดซ้ำได้โดยตรง (ภายใต้ PDPA ซึ่งข้อมูลการจองใช้ฐานสัญญาได้ แต่การส่งโปรโมชันต้องขอความยินยอมแยก) ร้านที่มีปัญหาลูกค้าจองแล้วไม่มา ควรอ่านต่อที่แนวทางป้องกัน No Show สำหรับร้านอาหาร เพราะเครื่องมือสำคัญอย่างการยืนยันและแจ้งเตือนอัตโนมัติ ใช้ได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อร้านเป็นเจ้าของข้อมูลเอง
ViteUneTable: ทางเลือกฟรีไม่จำกัดและไม่มีค่าคอมมิชชัน
ViteUneTable อยู่ในกลุ่มที่สาม คือระบบจองของร้านเองที่มีแผนฟรีจริง จุดที่ต่างจากทุกเจ้าในตารางคือ แผนฟรีไม่จำกัดจำนวนการจอง ไม่จำกัดเวลา และไม่มีค่าคอมมิชชันต่อหัว 0% ถาวร ไม่ว่าร้านจะรับจองเดือนละ 20 หรือ 2,000 รายการ ต้นทุนระบบคือศูนย์ และไม่ผูกมัด
ฟีเจอร์ที่ตรงกับตลาดไทยเป็นพิเศษคือหน้าจองรองรับ 37 ภาษา รวมภาษาไทย อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และรัสเซีย ร้านในภูเก็ต เชียงใหม่ หรือย่านท่องเที่ยวของกรุงเทพฯ จึงรับจองจากนักท่องเที่ยวได้โดยไม่ต้องพึ่งการโทรหรือแชตที่ติดกำแพงภาษา ส่วนแพ็กเสริมมีสองระดับ แพ็กสแตนดาร์ดเริ่ม €29 ไม่รวม VAT ต่อเดือน (ประมาณ 1,100 บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนต้นเดือนตุลาคม 2026) เพิ่มอีเมลอัตโนมัติ เมนู และ Reserve with Google ซึ่งเป็นฟีเจอร์เสียเงิน ไม่ได้อยู่ในแผนฟรี และแพ็กสแตนดาร์ด + No-Show €49 ไม่รวม VAT (ประมาณ 1,860 บาท) ที่กันวงเงินบัตรตอนจองเพื่อลดลูกค้าจองแล้วไม่มา
พูดตรง ๆ ถึงข้อจำกัดด้วย ViteUneTable คิดราคาเป็นยูโร ร้านไทยที่ใช้แพ็กเสียเงินจะเจออัตราแลกเปลี่ยนผันผวนบ้าง การแจ้งเตือนลูกค้าเป็นอีเมล ไม่มีส่ง SMS หรือ LINE และตัวระบบไม่ได้พาลูกค้าใหม่มาให้แบบ Hungry Hub ร้านต้องมีช่องทางของตัวเอง เช่น Google Maps, เพจ Facebook หรือ LINE OA แล้วให้ลิงก์จองทำหน้าที่ปิดการจอง
สรุป: เลือกตามโจทย์ของร้าน ไม่ใช่ตามชื่อเสียงของแอป
- ร้านบุฟเฟต์ ปาร์ตี้แพ็ก อยากได้ลูกค้าใหม่ทันที: Hungry Hub ตอบโจทย์ที่สุด แต่คำนวณมาร์จินหลังหักค่าคอมมิชชันให้ดีก่อนเซ็น
- ร้านที่อยากเติมโต๊ะช่วง off-peak: Eatigo ตรงโจทย์ ถ้ารับได้ว่าส่วนลดคือต้นทุนของร้าน
- ไฟน์ไดนิงและร้านในโรงแรม: TableCheck หรือ SevenRooms คือมาตรฐานของเซกเมนต์นี้
- ร้านในห้างที่คิว walk-in ยาว: ระบบคิวอย่าง QueQ ช่วยหน้าร้านได้ แต่ไม่ทดแทนระบบจอง
- ร้านอิสระส่วนใหญ่ที่อยากรับจองเป็นระบบโดยไม่เพิ่มต้นทุน: เริ่มจากระบบฟรีไม่จำกัดที่ไม่มีค่าคอมมิชชันก่อน แล้วค่อยต่อยอดแพ็กเสริมเมื่อร้านโตขึ้น
ทางที่หลายร้านใช้ได้ผลจริงคือลูกผสม ใช้มาร์เก็ตเพลสเป็นช่องทางหาลูกค้าใหม่ในจังหวะที่ต้องการ และใช้ระบบจองของร้านเองเป็นช่องทางหลักสำหรับลูกค้าประจำ เพื่อให้ยอดจองที่โตขึ้นทุกเดือนไม่แปลว่าค่าคอมมิชชันโตตามไปตลอด
คำถามที่พบบ่อย
แอปจองร้านอาหารในไทยเก็บเงินจากร้านอย่างไร
มี 3 แบบหลัก คือค่าคอมมิชชันต่อหัวตามลูกค้าที่มาจริง (Hungry Hub, Eatigo), ค่าระบบรายเดือนแบบ SaaS (TableCheck, Eat App, resOS, ระบบ LINE OA) และแผนฟรี ซึ่งส่วนใหญ่จำกัดจำนวนการจองต่อเดือน ยกเว้นบางเจ้าอย่าง ViteUneTable ที่ฟรีไม่จำกัด
ร้านเล็กควรเริ่มจากแพลตฟอร์มดังหรือระบบจองของตัวเอง
ถ้าโจทย์คือลูกค้าใหม่ทันที แพลตฟอร์มช่วยได้เร็วกว่าแต่มีต้นทุนต่อหัว ถ้าโจทย์คือจัดระเบียบการจองที่มีอยู่แล้วจากโทรศัพท์และแชต ระบบของร้านเองที่ฟรีและไม่มีค่าคอมมิชชันคือจุดเริ่มที่เสี่ยงน้อยที่สุด เพราะยกเลิกเมื่อไหร่ก็ไม่เสียอะไร
ทำไมราคาของหลายเจ้าถึงหาไม่เจอ
เพราะหลายเจ้าใช้วิธีเจรจาเป็นรายร้าน เช่น Hungry Hub ระบุเงื่อนไขใน FAQ แต่ไม่ระบุอัตราค่าคอมมิชชัน ส่วน TableCheck, SevenRooms และ QueQ เป็นสัญญาที่ต้องขอใบเสนอราคา ก่อนเซ็นควรขอตัวเลขเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วคำนวณเป็นต้นทุนต่อลูกค้า 1 ที่นั่งเทียบกันทุกเจ้า
QueQ ใช้แทนระบบจองโต๊ะได้ไหม
ไม่ได้ QueQ คือระบบจัดการคิวสำหรับลูกค้า walk-in หน้าร้าน ไม่ใช่ระบบรับจองล่วงหน้า ร้านที่มีทั้งคิวหน้าร้านช่วงพีคและลูกค้าที่โทรจองล่วงหน้า อาจต้องใช้ระบบคิวคู่กับระบบจอง
ViteUneTable ต่างจาก Hungry Hub ตรงไหน
คนละโมเดลกัน Hungry Hub คือมาร์เก็ตเพลสที่พาลูกค้าใหม่มาให้แล้วเก็บค่าคอมมิชชันต่อหัว ส่วน ViteUneTable คือระบบจองของร้านเองที่ไม่มีค่าคอมมิชชัน ร้านรับจองผ่านลิงก์ของตัวเองได้ไม่จำกัดในแผนฟรี และข้อมูลลูกค้าเป็นของร้านทั้งหมด หลายร้านใช้ทั้งสองอย่างควบคู่กันตามจังหวะธุรกิจ
อ่านเพิ่มเติม
บริหารลูกค้า Walk-in ให้ดี โดยไม่เสียลูกค้าที่จองล่วงหน้า
ร้านอาหารไทยคือประเทศของ walk-in แต่คืนที่โต๊ะจองนั่งว่างในขณะที่ลูกค้าหน้าร้านยืนรอ คือคืนที่ทุกฝ่ายไม่พอใจ บทความนี้รวมกติกาถือโต๊ะ สัดส่วนโต๊ะ และสคริปต์หน้างานที่ใช้ได้จริง
จัดการคิวหน้าร้านช่วงพีคอย่างไรให้ลูกค้าไม่หนี: วิธีรับมือคิวร้านอาหารฉบับใช้ได้จริง
คิวยาวคือข่าวดี แต่คิวที่จัดการไม่ดีคือลูกค้าที่เดินหนีไปร้านข้าง ๆ บทความนี้รวมวิธีบอกเวลารอ จิตวิทยาการรอ กติกา walk-in กับการจอง และการเปลี่ยนคิวที่ล้นให้เป็นการจองวันถัดไป
เทศกาลกินเจ: โอกาสยอดขายที่ร้านอาหารทั่วไปมักปล่อยผ่าน
ร้านอาหารทั่วไปไม่ต้องกลายเป็นร้านเจเพื่อขายช่วงกินเจ แค่มีเมนูเจจริงจัง 3 ถึง 5 อย่าง ติดป้ายอย่างซื่อสัตย์ และโปรโมตให้ทันเวลา 9 วันนี้ก็เปลี่ยนเป็นยอดขายได้