เปรียบเทียบแพลตฟอร์ม ค่า GP เดลิเวอรี่ ต้นทุนร้านอาหาร

ค่า GP เดลิเวอรี่ปี 2026: แต่ละแอปเก็บเท่าไหร่ และวิธีลดการพึ่งพา

เขียนโดย Ludovic Frank เผยแพร่เมื่อ อ่าน 3 นาที
เจ้าของร้านอาหารไทยยืนดูยอดออร์เดอร์เดลิเวอรี่บนมือถือ พร้อมเครื่องคิดเลขและใบเสร็จบนเคาน์เตอร์

ทุกครั้งที่มีออร์เดอร์เข้าแอปเดลิเวอรี่ เงินส่วนหนึ่งของยอดขายจะหายไปก่อนถึงมือร้าน นั่นคือ "ค่า GP" ค่าธรรมเนียมที่แพลตฟอร์มหักจากทุกออร์เดอร์ และสำหรับหลายร้านตัวเลขนี้สูงถึงเกือบหนึ่งในสามของราคาขาย ยิ่งยอดขายผ่านแอปโตเท่าไหร่ คำถามก็ยิ่งดังขึ้นเท่านั้น: ขายดีขนาดนี้ ทำไมกำไรไม่เหลือ

บทความนี้จะพาเจ้าของร้านอาหารไปเข้าใจค่า GP ตั้งแต่ต้นจนจบ: มันคืออะไร คำนวณยังไงให้ถูก (รวม VAT 7% บนค่าธรรมเนียมที่หลายคนลืม) แต่ละแพลตฟอร์มเก็บเท่าไหร่ ณ ตอนนี้ กฎหมายไทยคุมเพดานค่า GP หรือไม่ ไปจนถึงแนวทางที่จับต้องได้ในการลดการพึ่งพาแอป ด้วยการสร้างช่องทางของร้านเอง ตั้งแต่เมนูออนไลน์ไปจนถึงระบบรับจองโต๊ะโดยตรงที่ไม่มีค่าคอมมิชชัน

ค่า GP คืออะไร และทำไมทุกแอปถึงเก็บ

GP ย่อมาจาก Gross Profit แต่ในวงการร้านอาหารไทย คำนี้ถูกใช้ในความหมายเดียวคือ "ค่าคอมมิชชันที่แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่หักจากยอดขายแต่ละออร์เดอร์" เช่น ถ้าค่า GP อยู่ที่ 30% ขายข้าวผ่านแอปได้ 200 บาท แพลตฟอร์มจะหักไป 60 บาท ก่อนโอนส่วนที่เหลือให้ร้าน

สิ่งที่ร้านได้กลับมาจากค่า GP คือการเข้าถึงฐานลูกค้าขนาดใหญ่ ระบบรับออร์เดอร์และชำระเงิน เครือข่ายไรเดอร์ และการตลาดของแพลตฟอร์ม เช่น โค้ดส่วนลดหรือแคมเปญส่งฟรี พูดตรง ๆ คือสำหรับร้านเปิดใหม่ที่ยังไม่มีใครรู้จัก แอปเดลิเวอรี่เป็นช่องทางหาลูกค้าใหม่ที่เร็วที่สุดช่องทางหนึ่ง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีค่า GP แต่อยู่ที่การไม่รู้ว่ามันกินกำไรไปเท่าไหร่ และการปล่อยให้แอปกลายเป็นช่องทางขายเพียงช่องทางเดียวของร้าน

วิธีคำนวณค่า GP: อย่าลืม VAT 7% บนค่าธรรมเนียม

สูตรพื้นฐานง่ายมาก: ค่า GP = ราคาขายบนแอป × อัตรา GP แต่จุดที่เจ้าของร้านจำนวนมากพลาดคือ อัตรา GP ที่แพลตฟอร์มแจ้งมักเป็นตัวเลข "ไม่รวม VAT" และค่าธรรมเนียมนี้เป็นค่าบริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ทับอีกชั้น

ตัวอย่างจริงต่อออร์เดอร์ สมมติราคาขายบนแอป 200 บาท ค่า GP 30%:

  • ค่า GP: 200 × 30% = 60 บาท
  • VAT 7% บนค่า GP: 60 × 7% = 4.20 บาท
  • โดนหักรวม 64.20 บาท เท่ากับอัตราจริง 32.1% ของยอดขาย
  • เงินเข้าร้าน 135.80 บาท

หักต่อด้วยต้นทุนวัตถุดิบ สมมติ 35% ของราคาขาย (70 บาท) และค่าบรรจุภัณฑ์กล่องถุงช้อนอีกราว 12 บาท จะเหลือ 53.80 บาท ไว้จ่ายค่าเช่า ค่าแรง ค่าน้ำค่าไฟ และเป็นกำไร นี่คือเหตุผลที่หลายร้านขายผ่านแอปแล้ว "ยอดดีแต่เงินไม่เหลือ" ถ้าอยากเห็นภาพรวมต้นทุนทั้งร้านว่าแต่ละก้อนควรอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์ อ่านต่อได้ที่โครงสร้างต้นทุนร้านอาหาร

ด้วยเหตุนี้ร้านส่วนใหญ่จึงตั้งราคาบนแอปสูงกว่าหน้าร้าน สูตรคิดกลับแบบเร็วคือ ราคาบนแอป ≈ ราคาหน้าร้าน ÷ (1 − อัตรา GP รวม VAT) เช่น เมนูหน้าร้าน 200 บาท กับ GP รวม VAT 32.1%: 200 ÷ 0.679 ≈ 295 บาท จึงจะได้เงินเข้าร้านเท่าขายหน้าร้าน ซึ่งก็ต้องชั่งใจว่าราคาระดับนั้นลูกค้าบนแอปยังกดสั่งไหม

อัตราค่า GP ของแต่ละแพลตฟอร์ม ข้อมูล ณ ตุลาคม 2026

ข้อควรรู้ก่อนดูตัวเลข: ค่า GP เป็นเรื่องของสัญญาแต่ละร้าน อัตราจริงขึ้นกับประเภทร้าน แพ็กเกจที่เลือก พื้นที่ และการต่อรอง ตัวเลขด้านล่างเป็นอัตราตั้งต้นโดยประมาณที่สื่อและเพจวิเคราะห์ในไทยรวบรวมไว้ (เช่น ตารางเปรียบเทียบของ WebSabai ตรวจสอบล่าสุดสิงหาคม 2026 และบทสรุปของ FlowAccount) ทุกตัวเลขยังไม่รวม VAT 7% บนค่าธรรมเนียม

GrabFood

อัตราตั้งต้นที่พบบ่อยอยู่ราว 30% สำหรับร้านที่สมัครแบบ GP (มีตัวเลือกแบบไม่เสีย GP แลกกับให้ลูกค้าจ่ายค่าส่งเต็มและไม่ได้เข้าร่วมโปรโมชันของแพลตฟอร์ม) Grab เองมีบทความอธิบายวิธีคิดค่า GP สำหรับร้านค้า อัตราจริงของแต่ละร้านต้องดูในสัญญาของตัวเอง

LINE MAN

อัตราตั้งต้นสูงสุดที่สื่อไทยอ้างอิงกันอยู่ราว 30% เช่นกัน โดยมีแพ็กเกจหลายระดับให้ร้านเลือกตามว่าอยากให้แพลตฟอร์มช่วยอุดหนุนค่าส่งและการมองเห็นมากแค่ไหน ณ ช่วงที่ foodpanda ออกจากตลาด (เมษายน 2025) นักวิเคราะห์ประเมินว่า LINE MAN Wongnai ถือส่วนแบ่งตลาดเดลิเวอรี่ราว 44% และ GrabFood ราว 39% ตามรายงานของ Khaosod English สองเจ้านี้จึงเป็นผู้เล่นหลักที่ร้านส่วนใหญ่เลี่ยงไม่ได้

ShopeeFood

อัตราตั้งต้นที่ถูกรวบรวมไว้สูงกว่าเล็กน้อยที่ราว 32% แต่ ShopeeFood ใช้โปรโมชันลดค่า GP เป็นเครื่องมือดึงร้านใหม่อยู่เป็นระยะ เช่น แคมเปญลดเหลือ 13% ในปี 2025 ซึ่งเป็นอัตราชั่วคราวตามเงื่อนไขแคมเปญ ไม่ใช่อัตราปกติ

foodpanda: ปิดบริการในไทยแล้ว

foodpanda ยุติบริการในประเทศไทยเมื่อ 23 พฤษภาคม 2025 หลังทำตลาดมา 13 ปีและขาดทุนสะสมต่อเนื่อง ร้านที่เคยพึ่งยอดจาก foodpanda คือกรณีศึกษาที่ชัดที่สุดว่าการฝากยอดขายไว้กับแพลตฟอร์มเดียวมีความเสี่ยงแค่ไหน: แอปหายไปได้ และฐานลูกค้าบนแอปไม่เคยเป็นของร้าน

Robinhood: จากค่า GP 0% สู่เจ้าของใหม่

Robinhood เกิดขึ้นในปี 2020 ด้วยจุดขาย "ไม่เก็บค่า GP" และได้ใจร้านเล็กทั่วประเทศ แต่โมเดลนี้แบกต้นทุนไม่ไหว SCB ประกาศจะปิดบริการกลางปี 2024 ก่อนขายกิจการให้กลุ่มทุนที่นำโดย Yip In Tsoi ตามประกาศของ SCBX แอปจึงยังอยู่ แต่โครงสร้างค่าธรรมเนียมปัจจุบันภายใต้เจ้าของใหม่ไม่มีการเผยแพร่อัตราอย่างเป็นทางการ ร้านที่สนใจควรสอบถามเงื่อนไขล่าสุดกับแพลตฟอร์มโดยตรง บทเรียนสำคัญจากเรื่องนี้คือ ค่า GP 0% แบบถาวรแทบเป็นไปไม่ได้สำหรับแพลตฟอร์มที่ต้องแบกต้นทุนไรเดอร์และการตลาดเอง

ค่า GP ช่วงโครงการรัฐ: ตัวเลขชั่วคราว ไม่ใช่อัตราปกติ

ช่วงปี 2025 ถึง 2026 มีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐที่ทำให้ตัวเลขค่า GP ในข่าวดูต่ำผิดปกติ ซึ่งต้องอ่านอย่างระวัง:

  • โครงการ "คนละครึ่งพลัส" (7 พฤศจิกายน ถึง 31 ธันวาคม 2025): แพลตฟอร์มแข่งกันหั่นค่า GP สำหรับออร์เดอร์ในโครงการ เช่น Grab ลดเหลือ 7% ในวันเปิดตัวและ 9% ตลอดโครงการ ส่วน LINE MAN ก็ประกาศอัตราพิเศษระดับใกล้เคียงกัน บางบริการถึงขั้น 0% แบบจำกัดเวลา
  • โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" (เริ่มมิถุนายน 2026): แพลตฟอร์มหลักเข้าร่วมพร้อมอัตรา GP พิเศษอีกครั้ง เช่น Grab ที่ 9% สำหรับร้านที่เข้าร่วมตามเงื่อนไข ตามรายงานของ Thairath

อัตราเหล่านี้ผูกกับช่วงเวลาและเงื่อนไขของโครงการ เมื่อโครงการจบ อัตราปกติตามสัญญาก็กลับมา อย่านำตัวเลขโปรโมชันไปวางแผนต้นทุนระยะยาวของร้าน

มีกฎหมายกำหนดเพดานค่า GP ไหม

คำตอบสั้น ๆ คือ ยังไม่มี ประเทศไทยไม่มีกฎหมายที่กำหนดเพดานค่า GP หรือค่าคอมมิชชันของแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ สิ่งที่มีอยู่จริงคือ

  • แนวปฏิบัติของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ว่าด้วยการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมระหว่างแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่กับร้านอาหาร ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 23 พฤศจิกายน 2020 มีผล 23 ธันวาคม 2020 ห้ามการขึ้นค่า GP โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือเลือกปฏิบัติ ฝ่าฝืนมีโทษปรับทางปกครองสูงสุด 10% ของรายได้ปีที่กระทำผิด ตามบทวิเคราะห์ของสำนักกฎหมาย Tilleke & Gibbins
  • ร่างแนวทางกำกับแพลตฟอร์มดิจิทัลและบริการส่งอาหารรอบใหม่ที่ กขค. เปิดรับฟังความคิดเห็นในช่วงปี 2025 ถึง 2026 ซึ่งยังอยู่ระหว่างจัดทำ ยังไม่ใช่กฎที่บังคับใช้

สรุปคือ แนวปฏิบัติช่วยกันการ "ขึ้นค่า GP แบบไม่แฟร์" ได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่มีอะไรการันตีว่าอัตราจะไม่สูงหรือไม่เปลี่ยน การป้องกันที่ดีที่สุดจึงไม่ใช่รอกฎหมาย แต่คือการทำให้ร้านมีช่องทางขายที่ไม่ต้องเสียค่าคอมมิชชันอยู่ในมือด้วย

5 วิธีลดการพึ่งพาแอปเดลิเวอรี่

เจ้าของร้านอาหารไทยวางป้าย QR Code บนเคาน์เตอร์ ขณะลูกค้านั่งทานในร้านบรรยากาศอบอุ่น
ช่องทางตรงของร้าน เริ่มได้จากสิ่งเล็ก ๆ อย่าง QR Code บนเคาน์เตอร์และในถุงเดลิเวอรี่

เป้าหมายไม่ใช่การเลิกใช้แอปทันที แต่คือการเปลี่ยนสัดส่วน ให้แอปเป็นช่องทาง "หาลูกค้าใหม่" ส่วนลูกค้าประจำค่อย ๆ ย้ายมาช่องทางที่ร้านไม่เสียค่า GP

1. รู้ตัวเลขของตัวเองก่อน

คำนวณกำไรต่อออร์เดอร์ของเมนูขายดีทุกตัวตามสูตรด้านบน เมนูไหนขายผ่านแอปแล้วแทบไม่เหลือกำไรหรือขาดทุน ให้ปรับราคาบนแอป ปรับขนาดเสิร์ฟ หรือถอดออกจากเมนูบนแอปไปเลย เหลือไว้เฉพาะเมนูที่มาร์จินรับ GP ไหว

2. เปลี่ยนลูกค้าแอปให้เป็นลูกค้าตรง

ลูกค้าที่สั่งผ่านแอปคือคนที่ชอบอาหารของร้านอยู่แล้ว ใส่การ์ดเล็ก ๆ ใน(หรือบน)ถุงทุกใบ: QR Code ไปยัง LINE OA หรือเพจของร้าน พร้อมข้อเสนอง่าย ๆ เช่น "สั่งตรงกับร้าน รับส่วนลด 10% หรือมารับเองมีของแถม" ส่วนลด 10% ที่ให้ลูกค้าตรงยังถูกกว่าค่า GP 30% ที่จ่ายให้แพลตฟอร์มมาก

3. มีหน้าร้านออนไลน์ที่เป็นของร้านเอง

อย่างน้อยที่สุดร้านควรมีจุดเดียวบนอินเทอร์เน็ตที่ร้านควบคุมเองได้ 100%: เมนู ราคา เวลาเปิด ช่องทางติดต่อ และปุ่มให้ลูกค้าดำเนินการได้ทันที ไม่ว่าจะสั่งกลับบ้านหรือจองโต๊ะ คำถามว่าควรไปไกลถึงขั้นทำเว็บไซต์เต็มรูปแบบไหม เราเขียนแยกไว้ที่ร้านอาหารยังต้องมีเว็บไซต์ไหม

4. ดันยอดนั่งทานที่ร้านด้วยการจองโดยตรง

ออร์เดอร์เดลิเวอรี่เสีย GP ราว 30% แต่ลูกค้าที่มานั่งทานที่ร้านมักใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่า สั่งเครื่องดื่มมากกว่า และไม่มีค่าคอมมิชชันถ้าจองตรงกับร้าน ระวังอย่างเดียวคืออย่าย้ายจากการพึ่งแอปเดลิเวอรี่ไปพึ่งแพลตฟอร์มจองโต๊ะที่คิดค่าคอมมิชชันต่อหัวแทน เราเปรียบเทียบโมเดลค่าใช้จ่ายของแต่ละเจ้าไว้ในรวมระบบและแอปรับจองโต๊ะในไทย

ทางเลือกที่ตัดปัญหานี้ตั้งแต่ต้นคือระบบจองที่ไม่คิดค่าคอมมิชชันเลย เช่น ViteUneTable ที่มีแผนฟรีแบบไม่จำกัดจำนวนการจอง ไม่จำกัดเวลา และค่าคอมมิชชัน 0% ถาวร ร้านได้หน้าจองออนไลน์ของตัวเองที่รองรับ 37 ภาษา ซึ่งช่วยมากถ้าร้านอยู่ในพื้นที่นักท่องเที่ยว ลูกค้าต่างชาติจองเองได้โดยไม่ต้องโทรหรือทักแชต

5. ใช้แอปอย่างมีกลยุทธ์

เปิดรับออร์เดอร์ผ่านแอปในช่วงที่ครัวว่างและอยากเพิ่มยอด เช่น บ่ายวันธรรมดา และพิจารณาปิดหรือจำกัดเมนูบนแอปในช่วงพีคที่หน้าร้านเต็มอยู่แล้ว เพราะออร์เดอร์หน้าร้านช่วงพีคให้มาร์จินดีกว่าออร์เดอร์แอปเสมอ แอปควรเป็นเครื่องมือเติมยอดช่วงเงียบ ไม่ใช่มาแย่งกำลังครัวช่วงที่ร้านขายดีที่สุด

คำถามที่พบบ่อย

ค่า GP ย่อมาจากอะไร และคืออะไรกันแน่

GP ย่อมาจาก Gross Profit แต่ในทางปฏิบัติหมายถึงค่าคอมมิชชันที่แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่หักจากยอดขายแต่ละออร์เดอร์ แลกกับการเข้าถึงลูกค้า ระบบรับออร์เดอร์ ไรเดอร์ และการตลาดของแพลตฟอร์ม

ค่า GP ต้องเสีย VAT เพิ่มไหม

ต้องเสีย ค่า GP เป็นค่าบริการที่มี VAT 7% ทับบนค่าธรรมเนียม เช่น GP 30% เมื่อรวม VAT จะเท่ากับถูกหักจริงราว 32.1% ของยอดขาย ควรใช้ตัวเลขรวม VAT ทุกครั้งที่คำนวณต้นทุนและตั้งราคา

มีกฎหมายกำหนดเพดานค่า GP ไหม

ยังไม่มี มีเพียงแนวปฏิบัติของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าปี 2020 ที่ห้ามขึ้นค่า GP อย่างไม่เป็นธรรมหรือเลือกปฏิบัติ และร่างแนวทางกำกับแพลตฟอร์มรอบใหม่ที่ยังอยู่ระหว่างจัดทำ

foodpanda ยังให้บริการในไทยอยู่ไหม

ไม่แล้ว foodpanda ยุติบริการในประเทศไทยเมื่อ 23 พฤษภาคม 2025 ผู้เล่นหลักที่เหลือคือ LINE MAN, GrabFood และ ShopeeFood

ไม่อยากเสียค่า GP เลย ทำได้ไหม

ทำได้ถ้าร้านมีช่องทางตรงของตัวเอง: รับออร์เดอร์ผ่าน LINE OA หรือโทรศัพท์ มีหน้าเมนูและหน้าจองโต๊ะออนไลน์ของร้านเอง และค่อย ๆ ย้ายลูกค้าประจำจากแอปมาช่องทางเหล่านี้ ส่วนแอปเดลิเวอรี่ยังมีประโยชน์ในฐานะช่องทางหาลูกค้าใหม่ ใช้มันอย่างมีกลยุทธ์แทนการพึ่งพาทั้งหมด

อ่านเพิ่มเติม

พนักงานต้อนรับร้านอาหารไทยยืนที่แท่นต้อนรับพร้อมแท็บเล็ตแสดงผังโต๊ะ ด้านหนึ่งมีครอบครัวลูกค้า walk-in กำลังรอ อีกด้านมีโต๊ะว่างติดป้ายจองแล้ว
การจัดการการจอง อ่าน 3 นาที

บริหารลูกค้า Walk-in ให้ดี โดยไม่เสียลูกค้าที่จองล่วงหน้า

ร้านอาหารไทยคือประเทศของ walk-in แต่คืนที่โต๊ะจองนั่งว่างในขณะที่ลูกค้าหน้าร้านยืนรอ คือคืนที่ทุกฝ่ายไม่พอใจ บทความนี้รวมกติกาถือโต๊ะ สัดส่วนโต๊ะ และสคริปต์หน้างานที่ใช้ได้จริง

พนักงานต้อนรับร้านอาหารไทยถือแท็บเล็ตดูแลลูกค้าที่ต่อคิวหน้าร้านตึกแถวยามเย็น บางคนนั่งอ่านเมนูและดื่มเครื่องดื่มระหว่างรอ
การจัดการการจอง อ่าน 3 นาที

จัดการคิวหน้าร้านช่วงพีคอย่างไรให้ลูกค้าไม่หนี: วิธีรับมือคิวร้านอาหารฉบับใช้ได้จริง

คิวยาวคือข่าวดี แต่คิวที่จัดการไม่ดีคือลูกค้าที่เดินหนีไปร้านข้าง ๆ บทความนี้รวมวิธีบอกเวลารอ จิตวิทยาการรอ กติกา walk-in กับการจอง และการเปลี่ยนคิวที่ล้นให้เป็นการจองวันถัดไป

เจ้าของร้านอาหารไทยยิ้มแย้มยกถาดอาหารเจหลากสี ทั้งเห็ดผัด เต้าหู้ และผักสด บนเคาน์เตอร์ไม้ประดับธงสามเหลี่ยมสีเหลือง ในร้านตึกแถวบรรยากาศอบอุ่นมีโคมแดง
การตลาดและการเพิ่มลูกค้า อ่าน 3 นาที

เทศกาลกินเจ: โอกาสยอดขายที่ร้านอาหารทั่วไปมักปล่อยผ่าน

ร้านอาหารทั่วไปไม่ต้องกลายเป็นร้านเจเพื่อขายช่วงกินเจ แค่มีเมนูเจจริงจัง 3 ถึง 5 อย่าง ติดป้ายอย่างซื่อสัตย์ และโปรโมตให้ทันเวลา 9 วันนี้ก็เปลี่ยนเป็นยอดขายได้

← กลับไปที่บล็อก