Eatigo สำหรับร้านอาหาร ดีไหม: ส่วนลดสูงสุด 50% ใครเป็นคนจ่าย และคุ้มเมื่อไหร่
ถ้าค้นหา "Eatigo ร้านอาหาร ดีไหม" สิ่งที่เจอส่วนใหญ่คือรีวิวฝั่งลูกค้า: จองง่าย ลดเยอะ คุ้มมาก แต่แทบไม่มีใครเขียนจากมุมของคนที่ต้องจ่ายส่วนลดนั้นจริง ๆ นั่นคือเจ้าของร้าน บทความนี้จะพาดูกลไกฝั่งร้านอาหารของ Eatigo ให้ครบ: ใครเป็นคนออกส่วนลด 30-50% ร้านจ่ายค่าอะไรให้แพลตฟอร์มบ้าง คำนวณมาร์จินต่อโต๊ะให้เห็นตัวเลขจริง และสรุปว่าโมเดลนี้เหมาะกับร้านแบบไหน ไม่เหมาะกับร้านแบบไหน
ข้อสรุปสั้น ๆ ก่อนลงรายละเอียด: Eatigo เป็นเครื่องมือเติมโต๊ะว่างช่วง off-peak ที่มีเหตุผลทางธุรกิจรองรับจริง แต่ส่วนลดทั้งหมดมาจากมาร์จินของร้าน ไม่ใช่เงินอุดหนุนจากแพลตฟอร์ม ร้านที่ใช้แล้วคุ้มคือร้านที่คุมเงื่อนไขเป็น และมีช่องทางรับจองของตัวเองสำหรับลูกค้าที่ยอมจ่ายราคาเต็มควบคู่กันไป เช่น ระบบรับจองโต๊ะออนไลน์ของร้านเองที่ใช้ฟรีและไม่มีค่าคอมมิชชัน สำหรับช่วงเวลาปกติ
Eatigo คืออะไร และตอนนี้ยังอยู่ไหม
Eatigo ก่อตั้งที่กรุงเทพฯ ในปี 2013 เป็นแพลตฟอร์มจองโต๊ะที่ใช้แนวคิด yield management แบบสายการบินและโรงแรม: ยิ่งช่วงเวลาไหนร้านว่าง ส่วนลดยิ่งสูง โดยหน้า About Us ของ Eatigo เอง ระบุว่าให้ "ส่วนลดตามช่วงเวลาสูงสุด 50% ทุกวัน" และพาลูกค้านั่งโต๊ะไปแล้วกว่า 5 ล้านคนในร้านมากกว่า 4,000 แห่ง (ข้อมูลจากผู้ให้บริการ ณ ตุลาคม 2026)
เรื่องที่เจ้าของร้านควรรู้ก่อนตัดสินใจคือสถานะปัจจุบันของบริษัท: Eatigo ถูกควบรวมเข้ากับ FunNow กรุ๊ปเทคโนโลยีไลฟ์สไตล์จากไต้หวันเมื่อ กันยายน 2023 หลังผ่านช่วงหดตัวหนักจากโควิด ปัจจุบันยังเปิดให้บริการในไทยตามปกติ แอปยังอัปเดตต่อเนื่อง และยังมีร้านพาร์ทเนอร์ในไทยจำนวนมากโดยเฉพาะบุฟเฟ่ต์โรงแรม แต่ขนาดธุรกิจเล็กลงจากยุครุ่งเรืองก่อนโควิดที่เคยได้เงินลงทุนจาก TripAdvisor สรุปคือ Eatigo "ยังอยู่" แต่ไม่ใช่ผู้เล่นที่โตแรงเหมือนเดิม การวางแผนพึ่งพาแพลตฟอร์มเดียวจึงยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น
โมเดลฝั่งร้าน: ใครจ่ายอะไรให้ใคร
กลไกเงินของ Eatigo แบ่งเป็น 2 ส่วนที่เจ้าของร้านต้องแยกให้ออก
1. ส่วนลด 30-50% มาจากกระเป๋าร้าน
Eatigo ไม่ได้อุดหนุนส่วนลดให้ ลูกค้าจ่ายบิลที่ลดแล้วให้ร้านโดยตรงที่หน้าร้าน ส่วนต่างระหว่างราคาเต็มกับราคาหลังลดคือรายได้ที่ร้านสละเองทั้งหมด ร้านเป็นคนเลือกว่าช่วงเวลาไหนให้ส่วนลดเท่าไหร่ ช่วงพีคอาจลดน้อยหรือไม่ลดเลย ช่วงบ่ายโต๊ะว่างอาจลดลึกถึง 50% เพื่อดึงคนเข้าร้าน
ขอบเขตส่วนลดมีรายละเอียดที่ช่วยร้านอยู่บ้าง ตามศูนย์ช่วยเหลือของ Eatigo เอง ส่วนลดครอบคลุมเฉพาะค่าอาหาร ไม่รวมเครื่องดื่ม ไม่รวม Service Charge และภาษี ซึ่งร้านเรียกเก็บเต็มตามปกติ (ข้อมูล ณ ตุลาคม 2026) แปลว่าโต๊ะที่สั่งเครื่องดื่มเยอะจะช่วยพยุงมาร์จินของบิลนั้นได้มาก
2. ค่าธรรมเนียมต่อหัวเฉพาะลูกค้าที่มาจริง
รายได้ของ Eatigo มาจากฝั่งร้าน: ค่าธรรมเนียมคงที่ต่อลูกค้าที่มานั่งจริง 1 คน ตามที่ผู้บริหาร Eatigo อธิบายโมเดลไว้กับสื่อ เช่น South China Morning Post ปี 2018 และ YourStory ปี 2017 อัตราค่าธรรมเนียมแตกต่างตามประเภทร้านและประเทศ และไม่ได้เปิดเผยตัวเลขต่อสาธารณะ ร้านที่สนใจต้องสอบถามและต่อรองเป็นราย ๆ ไป ข้อดีของโครงสร้างนี้คือถ้าลูกค้าจองแล้วไม่มา (No Show คือลูกค้าจองแล้วไม่มา) ร้านไม่เสียค่าธรรมเนียมส่วนนั้น เพราะคิดเฉพาะหัวที่มานั่งจริง
รวมแล้วต้นทุนต่อโต๊ะของร้านบน Eatigo คือ ส่วนลดที่ให้ + ค่าธรรมเนียมต่อหัว ซึ่งต่างจากโมเดลของแพลตฟอร์มจองแบบแพ็กเกจอย่าง Hungry Hub ที่คิดค่าคอมมิชชันเป็นเปอร์เซ็นต์ แต่ปลายทางเหมือนกัน: ทุกการจองผ่านคนกลางมีราคาที่ต้องจ่าย
คณิตศาสตร์มาร์จิน: ลด 50% แล้วร้านเหลือเท่าไหร่
ลองคำนวณด้วยตัวเลขสมมุติที่ใกล้เคียงร้านอาหารทั่วไป สมมุติลูกค้า 2 คน สั่งอาหารราคาเต็ม 800 บาท เครื่องดื่ม 200 บาท และต้นทุนวัตถุดิบของร้านอยู่ที่ประมาณ 35% ของราคาขาย
| รายการ | ราคาเต็ม | ลด 30% | ลด 50% |
|---|---|---|---|
| ค่าอาหารที่ลูกค้าจ่าย | 800 บาท | 560 บาท | 400 บาท |
| เครื่องดื่ม (ไม่ลด) | 200 บาท | 200 บาท | 200 บาท |
| รายรับรวมของร้าน | 1,000 บาท | 760 บาท | 600 บาท |
| หักต้นทุนวัตถุดิบ (35% ของราคาเต็ม) | 350 บาท | 350 บาท | 350 บาท |
| กำไรขั้นต้นก่อนหักค่าธรรมเนียม Eatigo | 650 บาท | 410 บาท | 250 บาท |
จากนั้นยังต้องหักค่าธรรมเนียมต่อหัว 2 คนตามอัตราที่ตกลงกับ Eatigo บทเรียนจากตารางนี้มี 3 ข้อ
- ที่ส่วนลด 50% กำไรขั้นต้นหายไปราว 60% เทียบกับบิลราคาเต็ม โต๊ะนั้นยังไม่ขาดทุนถ้าต้นทุนวัตถุดิบไม่เกิน 35-40% แต่เหลือพื้นที่บาง ๆ ไว้จ่ายค่าแรง ค่าเช่า และค่าธรรมเนียม
- ตรรกะนี้สมเหตุสมผลเมื่อโต๊ะนั้น "จะว่างอยู่ดี" ช่วงบ่ายวันธรรมดา ค่าเช่าและค่าแรงพนักงานเป็นต้นทุนที่จ่ายไปแล้วไม่ว่าโต๊ะจะมีคนนั่งหรือไม่ กำไรขั้นต้น 250 บาทจากโต๊ะที่ไม่มีทางขายได้ จึงดีกว่า 0 บาทแน่นอน นี่คือหัวใจของ yield management และเป็นเหตุผลที่โมเดลนี้ "ไม่ใช่เรื่องหลอกลวง" สำหรับร้านที่ใช้ถูกช่วงเวลา
- แต่ถ้าส่วนลดไปโผล่ช่วงที่ร้านขายได้อยู่แล้ว ร้านขาดทุนทันที ลูกค้าที่พร้อมจ่าย 1,000 บาทแต่เจอช่องจองลด 50% จะจ่ายแค่ 600 บาท ส่วนต่าง 400 บาทนั้นคือเงินที่ร้านแจกให้กับดีมานด์ที่มีอยู่แล้ว ภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่า cannibalization
จุดที่ Eatigo ตอบโจทย์จริง
พูดตรง ๆ Eatigo ทำบางอย่างได้ดีกว่าการที่ร้านลดราคาเอง
- เข้าถึงฐานผู้ใช้ที่ตามหาดีลส่วนลดเป็นกิจวัตร ร้านที่เพิ่งเปิดหรือไม่มีคนรู้จัก ได้ลูกค้าจริงมานั่งจริงโดยไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาล่วงหน้า จ่ายเฉพาะหัวที่มา
- คุมช่วงเวลาได้ละเอียด ส่วนลดผูกกับช่วงเวลา ร้านปิดช่องพีคได้ โมเดลนี้ออกแบบมาเพื่อชั่วโมงตาย 14:00-17:00 โดยเฉพาะ
- เหมาะมากกับรูปแบบที่ต้นทุนคงที่สูง บุฟเฟ่ต์โรงแรมคือเคสคลาสสิก: ไลน์อาหารเปิดอยู่แล้ว ต้นทุนเพิ่มต่อหัวต่ำ เก้าอี้ว่างคือรายได้ที่ระเหยไปทุกนาที จึงไม่แปลกที่ร้านบน Eatigo ไทยจำนวนมากเป็นบุฟเฟ่ต์โรงแรม
- ไม่มีความเสี่ยง No Show เชิงค่าธรรมเนียม จ่ายเฉพาะลูกค้าที่มานั่งจริงตามโมเดลที่บริษัทอธิบายไว้
ความเสี่ยงที่ต้องคิดก่อนเข้าร่วม
ด้านกลับของเหรียญมีน้ำหนักไม่แพ้กัน
- แบรนด์ติดภาพ "ร้านลดราคา" ถ้าร้านอยู่บน Eatigo ด้วยส่วนลดลึกตลอดทั้งวันเป็นเวลานาน ลูกค้าจะเรียนรู้ว่าไม่มีเหตุผลต้องจ่ายราคาเต็มอีกเลย พฤติกรรม "รอช่องลด 50% ค่อยไป" ทำลายราคาอ้างอิงของร้านในระยะยาว
- ลูกค้าเป็นของแพลตฟอร์ม ไม่ใช่ของร้าน การจองเกิดในแอปของ Eatigo ร้านไม่ได้ช่องทางติดต่อสำหรับทำการตลาดซ้ำ ลูกค้าที่ประทับใจอาหารวันนี้ พรุ่งนี้ก็ยังกลับไปเปิดแอปหาร้านที่ลดลึกกว่าอยู่ดี
- ความไม่แน่นอนของตัวแพลตฟอร์ม ตลาดแอปจองในไทยเปลี่ยนเร็วมาก: foodpanda ปิดตัวไปเมื่อพฤษภาคม 2025 ส่วน Chope ถูก Grab ซื้อและกลายเป็นบริการ Dine Out ไปแล้ว (แถลงข่าว Grab ประเทศไทย กันยายน 2025) ตัว Eatigo เองก็ผ่านการควบรวมมาแล้วหนึ่งรอบ ร้านที่ฝากยอดจองทั้งหมดไว้กับแพลตฟอร์มเดียวแบกความเสี่ยงนี้เต็ม ๆ
- ส่วนลดลึกดึงลูกค้าที่อ่อนไหวต่อราคาที่สุด กลุ่มนี้มีแนวโน้มใช้จ่ายต่อหัวต่ำ สั่งเครื่องดื่มน้อย และโอกาสกลับมาจ่ายราคาเต็มต่ำกว่าลูกค้าช่องทางอื่น นี่ไม่ใช่เรื่องผิดของใคร แต่ต้องคิดรวมในสมการก่อนตัดสินใจ
ใช้ Eatigo ควบคู่ช่องทางจองตรงของร้าน
คำตอบที่สมดุลที่สุดสำหรับคำถาม "Eatigo ดีไหม" จึงไม่ใช่ ดี หรือ ไม่ดี แต่คือ ใช้ให้ถูกบทบาท: ให้ Eatigo ทำหน้าที่เดียวคือเติมโต๊ะช่วงตายด้วยส่วนลดที่คุมเพดานไว้ แล้วให้ลูกค้าช่วงปกติจองผ่านช่องทางของร้านเองในราคาเต็ม
ช่องทางจองตรงไม่จำเป็นต้องมีต้นทุน ViteUneTable มีแผนฟรีที่รับจองได้ไม่จำกัด ไม่มีค่าคอมมิชชัน และไม่ผูกมัด ร้านได้หน้าเพจรับจองของตัวเองที่รองรับ 37 ภาษา ทั้งไทย อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี จึงรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้โดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม ลูกค้าที่จองตรงคือลูกค้าที่ร้านเห็นข้อมูลเอง ยืนยันการจองทางอีเมลอัตโนมัติ และไม่มีใครมาหักส่วนแบ่งจากบิล ส่วนร้านที่อยากไปไกลกว่านั้น แพ็กสแตนดาร์ด (€29 ไม่รวม VAT ต่อเดือน ประมาณ 1,100 บาทตามอัตราแลกเปลี่ยนต้นเดือนตุลาคม 2026) เพิ่มปุ่มจองผ่าน Google Maps ด้วย Reserve with Google ซึ่งช่วยเก็บลูกค้าที่ค้นหาร้านเจอเองโดยไม่ผ่านแอปส่วนลดใด ๆ ข้อจำกัดที่ควรรู้คือการเรียกเก็บเงินเป็นสกุลยูโร ร้านต้องใช้บัตรที่จ่ายต่างสกุลได้
แนวทางผสมแบบนี้ทำให้ตัวเลขทั้งสองฝั่งดีขึ้นพร้อมกัน: ช่องว่างตอนบ่ายถูกเติมด้วยลูกค้า Eatigo ที่มาเพราะส่วนลด ส่วนยอดจองช่วงเย็นและวันหยุดเป็นของร้านเต็ม 100% ใครอยากเห็นภาพรวมแพลตฟอร์มจองทุกเจ้าในไทยก่อนตัดสินใจ อ่านต่อได้ที่บทความเปรียบเทียบระบบและแอปรับจองโต๊ะในไทย และถ้าเป้าหมายจริงของร้านคือเติมโต๊ะว่างวันธรรมดาให้ได้โดยไม่ทำลายมาร์จิน เรามีแนวทางแบบลงมือทำจริงในบทความเพิ่มยอดขายร้านอาหารด้วยข้อมูลการจอง
คำถามที่พบบ่อย
Eatigo ยังเปิดให้บริการในประเทศไทยอยู่ไหม
ยังเปิดให้บริการตามปกติ Eatigo ถูกควบรวมเข้ากับ FunNow กรุ๊ปจากไต้หวันเมื่อกันยายน 2023 และธุรกิจมีขนาดเล็กลงจากยุคก่อนโควิด แต่แอปยังอัปเดตต่อเนื่องและยังมีร้านพาร์ทเนอร์ในไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะบุฟเฟ่ต์โรงแรมในกรุงเทพฯ (ข้อมูล ณ ตุลาคม 2026)
ร้านอาหารต้องจ่ายอะไรให้ Eatigo บ้าง
สองส่วน: ส่วนลดที่ให้ลูกค้า (ร้านเป็นคนออกทั้งหมด Eatigo ไม่ได้อุดหนุน) และค่าธรรมเนียมคงที่ต่อลูกค้าที่มานั่งจริง 1 คน ตามอัตราที่ตกลงกันเป็นรายร้าน ซึ่ง Eatigo ไม่เปิดเผยตัวเลขต่อสาธารณะ จึงควรสอบถามและต่อรองก่อนเซ็นสัญญา
ส่วนลดของ Eatigo ครอบคลุมอะไรบ้าง
เฉพาะค่าอาหารเท่านั้น ไม่รวมเครื่องดื่ม ไม่รวม Service Charge และภาษี ตามเงื่อนไขในศูนย์ช่วยเหลือของ Eatigo (ข้อมูล ณ ตุลาคม 2026) ดังนั้นบิลที่มีสัดส่วนเครื่องดื่มสูงจะกระทบมาร์จินของร้านน้อยกว่า
ถ้าลูกค้าจองผ่าน Eatigo แล้วไม่มา ร้านเสียเงินไหม
ไม่เสียค่าธรรมเนียม เพราะโมเดลของ Eatigo คิดค่าธรรมเนียมเฉพาะลูกค้าที่มานั่งจริง แต่ร้านยังเสียโอกาสจากโต๊ะที่กันไว้อยู่ดี จึงควรตั้งเงื่อนไขการถือโต๊ะ เช่น ถือไว้ไม่เกิน 15-30 นาทีหลังเวลาจอง
ควรใช้ Eatigo อย่างเดียว หรือมีช่องทางจองตรงด้วย
ควรมีทั้งสองอย่าง ใช้ Eatigo เฉพาะช่วงเวลาที่โต๊ะว่างจริงและคุมเพดานส่วนลดไว้ ส่วนช่วงเวลาปกติให้ลูกค้าจองผ่านหน้าเพจรับจองของร้านเองซึ่งไม่มีส่วนลดและไม่มีค่าคอมมิชชัน เพื่อไม่ให้ลูกค้าทุกกลุ่มเรียนรู้ว่าต้องรอส่วนลดก่อนถึงจะมา
อ่านเพิ่มเติม
บริหารลูกค้า Walk-in ให้ดี โดยไม่เสียลูกค้าที่จองล่วงหน้า
ร้านอาหารไทยคือประเทศของ walk-in แต่คืนที่โต๊ะจองนั่งว่างในขณะที่ลูกค้าหน้าร้านยืนรอ คือคืนที่ทุกฝ่ายไม่พอใจ บทความนี้รวมกติกาถือโต๊ะ สัดส่วนโต๊ะ และสคริปต์หน้างานที่ใช้ได้จริง
จัดการคิวหน้าร้านช่วงพีคอย่างไรให้ลูกค้าไม่หนี: วิธีรับมือคิวร้านอาหารฉบับใช้ได้จริง
คิวยาวคือข่าวดี แต่คิวที่จัดการไม่ดีคือลูกค้าที่เดินหนีไปร้านข้าง ๆ บทความนี้รวมวิธีบอกเวลารอ จิตวิทยาการรอ กติกา walk-in กับการจอง และการเปลี่ยนคิวที่ล้นให้เป็นการจองวันถัดไป
เทศกาลกินเจ: โอกาสยอดขายที่ร้านอาหารทั่วไปมักปล่อยผ่าน
ร้านอาหารทั่วไปไม่ต้องกลายเป็นร้านเจเพื่อขายช่วงกินเจ แค่มีเมนูเจจริงจัง 3 ถึง 5 อย่าง ติดป้ายอย่างซื่อสัตย์ และโปรโมตให้ทันเวลา 9 วันนี้ก็เปลี่ยนเป็นยอดขายได้