การตลาดและการเพิ่มลูกค้า โปรโมชัน การตลาดร้านอาหาร เพิ่มยอดขาย

15 ไอเดียโปรโมชันร้านอาหารที่ไม่ทำลายมาร์จิน คิดเลขก่อนลดทุกครั้ง

เขียนโดย Ludovic Frank เผยแพร่เมื่อ อ่าน 3 นาที
เจ้าของร้านอาหารไทยยิ้มแย้มยกถาดเมนูเซ็ตที่เคาน์เตอร์ มีเครื่องคิดเลขและกองเหรียญวางอยู่ข้าง ๆ ในร้านตึกแถวบรรยากาศอบอุ่น

บทความ "ไอเดียโปรโมชันร้านอาหาร" ส่วนใหญ่ให้ลิสต์มา 10 หรือ 20 ข้อ แต่แทบไม่มีบทความไหนบอกสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ โปรแต่ละแบบกินกำไรของร้านเท่าไหร่ และเมื่อไหร่ที่โปรดี ๆ กลายเป็นเครื่องเผาเงิน บทความนี้จึงตั้งใจทำต่างออกไป ทั้ง 15 ไอเดียด้านล่างมาพร้อมตรรกะทางตัวเลขว่าทำไมถึงปลอดภัยต่อมาร์จิน (กำไรขั้นต้น) หรือถ้ามีจุดที่ต้องระวัง จะบอกตรง ๆ ว่าจุดไหน

หลายไอเดียในลิสต์นี้ทำงานได้ดีที่สุดเมื่อร้านรู้จักลูกค้าของตัวเอง เช่น รู้ว่าใครจองมากี่ครั้ง มากันกี่คน มาคืนไหนบ้าง ข้อมูลแบบนี้ได้จากช่องทางจองของร้านเอง ไม่ใช่จากแพลตฟอร์มที่เก็บลูกค้าไว้เป็นของเขา การมีช่องทางรับจองโต๊ะของร้านเองที่เปิดใช้ฟรีและไม่มีค่าคอมมิชชันจึงเป็นฐานของโปรโมชันที่ฉลาดเกือบทุกข้อในบทความนี้

หลักคิดก่อนจัดโปร: ลดราคา 20% ไม่ได้แปลว่ากำไรหาย 20%

ลองดูเลขง่าย ๆ ก่อน สมมติจานหนึ่งขาย 200 บาท ต้นทุนวัตถุดิบ (food cost) 70 บาท หรือ 35% ร้านเหลือกำไรขั้นต้น 130 บาทต่อจาน ถ้าลดราคา 20% หรือ 40 บาท ราคาขายเหลือ 160 บาท แต่ต้นทุนวัตถุดิบยังเท่าเดิม กำไรขั้นต้นจึงเหลือ 90 บาท เท่ากับหายไปเกือบ 1 ใน 3 ไม่ใช่ 1 ใน 5 แปลว่าร้านต้องขายเพิ่มขึ้นราว 44% แค่เพื่อให้กำไรรวมเท่าเดิม

ตัวเลขนี้คือเหตุผลที่โปรโมชันแบบ "ลดทั้งร้าน" อันตรายกว่าที่คิด และคือกรอบที่ใช้ตัดสินทุกไอเดียด้านล่าง หลักมี 3 ข้อ

  • ลดราคาเฉพาะเวลาหรือเงื่อนไขที่โต๊ะจะว่างอยู่แล้ว เพราะโต๊ะว่างมีต้นทุนค่าเช่าและค่าแรงจ่ายไปแล้วไม่ว่าจะมีลูกค้าหรือไม่
  • ถ้าจะให้ส่วนลด ให้เป็น "ของ" ที่ต้นทุนจริงต่ำกว่ามูลค่าที่ลูกค้ารับรู้ ดีกว่าให้เป็น "เงิน" ที่หายจากรายได้เต็มจำนวน
  • โปรทุกตัวต้องมีเงื่อนไขและวันหมดอายุ โปรที่อยู่ถาวรไม่ใช่โปร แต่คือการตั้งราคาใหม่ที่ต่ำลง

15 ไอเดียโปรโมชันที่ผ่านการคิดเลขแล้ว

1. ลดราคาเฉพาะช่วงเงียบ ไม่ใช่ทั้งสัปดาห์

ส่วนลดวันจันทร์ถึงพฤหัสช่วงบ่าย หรือรอบแรกของเย็นวันธรรมดา ปลอดภัยต่อมาร์จินเพราะเป็นการเปลี่ยนโต๊ะว่างให้เป็นรายได้ ต้นทุนคงที่อย่างค่าเช่าและค่าแรงจ่ายไปแล้ว รายได้ที่เพิ่มมาแม้ถูกลดราคาก็ยังเป็นบวกเกือบทั้งก้อน จุดที่ต้องระวังมีข้อเดียวคือ อย่าให้ส่วนลดช่วงเงียบไปดึงลูกค้าที่ตั้งใจจะมาคืนวันศุกร์เสาร์ราคาเต็มอยู่แล้ว วิธีกันคือจำกัดช่วงเวลาให้ชัดและไม่ให้จองล่วงหน้าข้ามไปใช้คืนพีค การใช้ข้อมูลการจองดูว่าคืนไหนของร้านเงียบจริงมีรายละเอียดอยู่ในวิธีเพิ่มยอดขายร้านอาหารด้วยข้อมูลการจอง

2. เมนูเซ็ตราคาเดียว คุมต้นทุนได้ตั้งแต่ออกแบบ

เซ็ตเมนูคือโปรที่เจ้าของร้านควบคุมมาร์จินได้มากที่สุด เพราะร้านเป็นคนเลือกเองว่าจานไหนเข้าเซ็ต จึงจับจานที่ต้นทุนวัตถุดิบต่ำแต่ลูกค้ารับรู้มูลค่าสูงมารวมกันได้ เช่น เซ็ต 299 บาทที่ต้นทุนรวมจริง 95 บาท มาร์จินยังดีกว่าขายแยกแล้วโดนต่อรองส่วนลด แถมเซ็ตยังทำให้ครัวเตรียมของง่ายขึ้นและของเหลือทิ้งน้อยลง ลูกค้าเองก็ตัดสินใจเร็วขึ้นเพราะไม่ต้องเปิดเมนูทั้งเล่ม

3. ขายพ่วงราคาพิเศษ แทนการลดเปอร์เซ็นต์

"เพิ่มเครื่องดื่ม 29 บาท" หรือ "เพิ่มของหวาน 39 บาท" ให้ผลทางความรู้สึกใกล้เคียงส่วนลด แต่เลขหลังบ้านต่างกันคนละเรื่อง การลด 20% คือรายได้หายไปตรง ๆ ส่วนการขายพ่วงคือรายได้ "เพิ่ม" ที่มาพร้อมต้นทุนวัตถุดิบไม่กี่บาท โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่ต้นทุนมักต่ำกว่า 30% ของราคาขาย ยอดต่อบิลโตขึ้นโดยที่มาร์จินรวมของบิลดีขึ้น ไม่ใช่แย่ลง นี่คือเหตุผลที่เชนใหญ่ฝึกพนักงานให้ถามประโยคนี้ทุกครั้ง

4. ของแถมเมื่อยอดถึงเกณฑ์

"ครบ 800 บาท รับของหวานฟรี 1 ที่" ทำงานสองทางพร้อมกัน ทางแรกคือดันยอดต่อบิลให้คนที่กินอยู่ราว 600 ถึง 700 บาทสั่งเพิ่มเพื่อให้ถึงเกณฑ์ ทางที่สองคือต้นทุนของโปรเท่ากับต้นทุนวัตถุดิบของของแถมเท่านั้น ของหวานที่ขาย 89 บาทอาจมีต้นทุนจริง 25 บาท ลูกค้ารับรู้ว่าได้ของมูลค่า 89 บาท แต่ร้านจ่ายจริง 25 บาท เทียบกับการลดเงินสด 89 บาทที่หายจากรายได้เต็ม ๆ แบบไหนถนอมมาร์จินกว่าชัดเจน

5. โปรวันเกิดและโอกาสพิเศษ จากข้อมูลการจองของร้านเอง

ลูกค้าที่มาฉลองวันเกิดแทบไม่มากันคนเดียว การให้เค้กหรือจานพิเศษฟรีหนึ่งที่กับเจ้าของวันเกิด แลกกับโต๊ะ 4 ถึง 8 คนที่จ่ายราคาเต็ม คือหนึ่งในโปรที่คุ้มที่สุดในร้านอาหาร เงื่อนไขเดียวคือร้านต้องรู้ว่าใครจองมาในโอกาสอะไร ซึ่งทำได้เมื่อหน้าจองของร้านมีช่องให้ระบุโอกาสพิเศษ ประวัติการจองยังช่วยให้ร้านทักไปหาลูกค้าที่เคยจัดงานเลี้ยงปีที่แล้วก่อนถึงรอบปีนี้ได้ด้วย อย่าลืมว่าการนำข้อมูลลูกค้าไปส่งข้อความการตลาดต้องมีการขอความยินยอมแยกต่างหากตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ไม่ใช่ถือว่ายินยอมอัตโนมัติเพราะเคยจองโต๊ะ

6. โปรกลุ่มใหญ่พร้อมมัดจำ

"มา 8 คนขึ้นไป รับส่วนลด 10% เมื่อวางมัดจำล่วงหน้า" เป็นการแลกเปลี่ยนที่สมเหตุสมผลทั้งสองฝั่ง กลุ่มใหญ่คือบิลใหญ่ ส่วนลด 10% บนบิล 5,000 บาทคือ 500 บาท แต่สิ่งที่ร้านได้กลับมาคือความแน่นอน เพราะกลุ่มใหญ่ที่จองแล้วไม่มาโดยไม่บอกคือความเสียหายก้อนโตที่สุดของคืนนั้น มัดจำเพียง 100 ถึง 200 บาทต่อคนเปลี่ยนพฤติกรรมได้จริง รายละเอียดว่าควรเก็บเท่าไหร่และสื่อสารอย่างไรอยู่ในคู่มือการเก็บมัดจำการจองโต๊ะ

7. โปรช่วงเงินเดือนออก

จังหวะการใช้จ่ายของลูกค้าไทยจำนวนมากผูกกับรอบเงินเดือนสิ้นเดือน ช่วงปลายเดือนก่อนเงินออกร้านมักเงียบกว่าปกติ ส่วนสัปดาห์แรกหลังเงินเดือนออกคือช่วงที่คนพร้อมกินมื้อดี ๆ โปรที่ล้อกับจังหวะนี้ทำได้สองทิศ ทิศแรกคือเซ็ตประหยัดช่วงปลายเดือนเพื่อเติมโต๊ะช่วงที่เงียบอยู่แล้ว (ตรรกะเดียวกับข้อ 1) ทิศที่สองคือเมนูพรีเมียมหรือเซ็ตฉลองช่วงต้นเดือนที่ไม่ต้องลดราคาเลย เพราะช่วงนั้นลูกค้ามีกำลังจ่ายอยู่แล้ว สังเกตพฤติกรรมจริงจากยอดจองของร้านตัวเองก่อนกำหนดวัน ไม่จำเป็นต้องเหมือนร้านอื่น

8. บัตรสะสมแต้มแบบเรียบง่าย

"กิน 9 ครั้ง ครั้งที่ 10 ฟรี" คือส่วนลดราว 10% ที่จ่ายเป็นงวดท้ายสุด และจ่ายเฉพาะกับลูกค้าที่พิสูจน์แล้วว่ากลับมาจริงถึง 9 ครั้ง ต้นทุนจริงของรอบฟรีคือต้นทุนวัตถุดิบของมื้อนั้น ไม่ใช่ราคาขาย และลูกค้าที่สะสมแต้มมีแนวโน้มเลือกร้านคุณแทนร้านข้าง ๆ ในครั้งที่ 3 ถึง 8 ซึ่งเป็นรายได้ราคาเต็มทั้งหมด จุดต้องระวังคืออย่าออกแบบเงื่อนไขซับซ้อนจนพนักงานอธิบายไม่ได้ แสตมป์กระดาษธรรมดาที่ทุกคนเข้าใจดีกว่าระบบแต้มที่ไม่มีใครใช้

9. โปรเฉพาะผู้ติดตาม LINE OA

การประกาศโปรผ่าน broadcast ใน LINE OA ของร้านมีข้อดีที่ช่องทางอื่นให้ไม่ได้คือ ร้านเลือกได้ว่าจะส่งถึงใครและเมื่อไหร่ โดยไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาซ้ำทุกครั้ง โปรเฉพาะผู้ติดตามยังสร้างเหตุผลให้คนกดเพิ่มเพื่อน ซึ่งกลายเป็นฐานลูกค้าที่ติดต่อกลับได้ระยะยาว ข้อควรระวังมีสองข้อ หนึ่งคือผู้รับต้องสมัครใจติดตามเอง และการเก็บเบอร์หรือข้อมูลลูกค้าไปยิงข้อความต้องมีความยินยอมตามกติกา PDPA เช่นเดียวกับข้อ 5 สองคืออย่าส่งถี่จนคนบล็อก แนวทางการใช้ LINE OA ทำการตลาดแบบเต็มระบบอ่านได้ที่การตลาดร้านอาหารด้วย LINE OA

10. ทำให้รีวิวดีขึ้นโดยไม่เอาส่วนลดไปแลก

ขอย้ำชัด ๆ ข้อเดียวในลิสต์นี้ที่ "ห้ามทำ" คือการให้ส่วนลดหรือของฟรีแลกกับรีวิว เพราะนโยบายเนื้อหาของ Google ห้ามรีวิวที่มีการจ้างหรือให้สิ่งตอบแทนโดยตรง เสี่ยงทั้งรีวิวถูกลบและโปรไฟล์ร้านโดนลงโทษ สิ่งที่ทำได้และได้ผลคือทำให้การรีวิว "ง่าย" เช่น QR Code บนโต๊ะหรือบนใบเสร็จที่พาไปหน้ารีวิวโดยตรง และเลือกจังหวะขอหลังจากลูกค้าเพิ่งชมอาหาร โปรโมชันที่ดีทำให้ประสบการณ์น่ารีวิวเอง ไม่ใช่ซื้อรีวิว

11. เมนูพิเศษร่วมกับร้านหรือแบรนด์อื่น

เมนู collab กับร้านกาแฟข้างบ้าน คราฟต์เบเกอรี่ หรือเชฟรับเชิญ เป็นโปรที่แทบไม่ต้องลดราคาเลย เพราะสิ่งที่ดึงลูกค้าคือความใหม่และความจำกัดของช่วงเวลา ไม่ใช่ราคาที่ถูกลง ร้านยังได้ฐานลูกค้าของพาร์ตเนอร์มาเห็นร้านตัวเองฟรี ต้นทุนหลักคือเวลาออกแบบเมนูร่วมกัน ตั้งราคาเมนู collab แบบราคาเต็มหรือพรีเมียมขึ้นด้วยซ้ำได้ ขอแค่เล่าที่มาให้น่าสนใจ

12. Happy hour เครื่องดื่มภายใต้กรอบกฎหมายใหม่

ตั้งแต่ 29 พฤษภาคม 2026 ช่วงเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วไปของร้านอาหารคือ 11:00 ถึง 24:00 น. โดยช่วงห้ามขายบ่ายสองถึงห้าโมงเย็นถูกยกเลิกแล้ว ช่วงบ่ายแก่ถึงหัวค่ำวันธรรมดาจึงเปิดโอกาสทำ happy hour ในร้านได้ตามตรรกะช่วงเงียบของข้อ 1 แต่มีข้อจำกัดสำคัญที่ลิสต์ไอเดียทั่วไปไม่เคยบอกคือ การโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังถูกจำกัดตามกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับแก้ไข อนุญาตเฉพาะการให้ข้อมูลตามหลักเกณฑ์ที่รอประกาศเพิ่มเติม การยิงโพสต์โปรเหล้าเบียร์แบบโจ่งแจ้งจึงยังเสี่ยงอยู่ และวันพระใหญ่ 5 วันร้านอาหารทั่วไปยังห้ามขายตามเดิม รายละเอียดใบอนุญาตและกติกาทั้งหมดอยู่ในคู่มือใบอนุญาตขายสุราสำหรับร้านอาหาร

13. เซ็ตเมนูภาษาอังกฤษสำหรับนักท่องเที่ยว

ร้านในทำเลท่องเที่ยวมีลูกค้ากลุ่มหนึ่งที่ไม่เคยเห็นโปรของร้านเลย คือนักท่องเที่ยวต่างชาติที่อ่านป้ายภาษาไทยไม่ออก เซ็ตเมนูแนะนำเป็นภาษาอังกฤษราคาชัดเจน เช่น "Thai favourites set" ช่วยตัดความลังเลเรื่องราคาและการสั่งผิด และเซ็ตสำหรับนักท่องเที่ยวมักตั้งราคาเต็มได้สบายเพราะจุดขายคือความมั่นใจ ไม่ใช่ส่วนลด ถ้าหน้าจองออนไลน์ของร้านรองรับภาษาของลูกค้าด้วยยิ่งครบวงจร ระบบอย่าง ViteUneTable แสดงหน้าจองให้ลูกค้าได้ถึง 37 ภาษา รวมอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี โดยร้านไม่ต้องตั้งค่าอะไรเพิ่ม

14. เกาะเทศกาลตามฤดูกาล ตั้งแต่กินเจถึงตรุษจีน

เทศกาลคือดีมานด์ที่มาเอง ร้านแค่ต้องมีข้อเสนอที่ตรงจังหวะ ช่วงเทศกาลกินเจราวเดือนตุลาคม ร้านทั่วไปที่ออกเมนูเจเพียงไม่กี่จานก็เข้าถึงลูกค้ากลุ่มที่ปกติไม่มีทางเลือกในละแวกนั้น โดยไม่ต้องลดราคาแม้แต่บาทเดียว แนวทางทั้งหมดอยู่ในโอกาสยอดขายช่วงเทศกาลกินเจ หลักเดียวกันใช้กับตรุษจีน วันแม่ วันพ่อ และปีใหม่ ซึ่งเป็นเทศกาลที่คนพร้อมจ่ายราคาเต็มเพื่อโอกาสพิเศษ โปรเทศกาลที่ดีจึงเป็น "เมนูพิเศษจองล่วงหน้า" มากกว่า "ส่วนลด"

15. โปรสายฟ้าแลบเฉพาะคืนที่เงียบผิดปกติ

บางคืนยอดจองบอกล่วงหน้าตั้งแต่บ่ายแล้วว่าคืนนี้จะเงียบ แทนที่จะปล่อยให้โต๊ะว่าง ร้านที่มีฐานผู้ติดตามใน LINE OA หรือโซเชียลส่งข้อเสนอจำกัดเวลาได้ทันที เช่น "เฉพาะคืนนี้ จองก่อน 1 ทุ่ม รับของหวานฟรีทั้งโต๊ะ" กลไกนี้ปลอดภัยเพราะใช้เฉพาะคืนที่รายได้ส่วนนั้นจะเป็นศูนย์อยู่แล้ว และการจำกัดเวลาทำให้ลูกค้าไม่เรียนรู้ที่จะรอโปร เงื่อนไขเดียวคือร้านต้องเห็นยอดจองล่วงหน้าแบบเรียลไทม์ ซึ่งสมุดจดหรือแชตกระจัดกระจายให้ไม่ได้

โปรที่ไม่ควรทำ: 2 กับดักที่เผามาร์จินเงียบ ๆ

กับดักแรกคือส่วนลดถาวร โปรที่ไม่มีวันหมดอายุจะถูกลูกค้ารับรู้เป็นราคาปกติภายในไม่กี่เดือน ถึงวันนั้นร้านไม่ได้มีโปรอีกต่อไป มีแต่ราคาขายที่ต่ำลงถาวรและมาร์จินที่บางลงถาวร ย้อนกลับไปดูเลขต้นบทความ ส่วนลด 20% ที่กลายเป็นของถาวรแปลว่าร้านต้องขายเพิ่มขึ้นกว่า 40% ตลอดไป แค่เพื่อยืนอยู่ที่เดิม

กับดักที่สองแนบเนียนกว่าคือ การจ่ายส่วนลดหรือค่าคอมมิชชันให้แพลตฟอร์มเพื่อดึงลูกค้าที่ยินดีจ่ายราคาเต็มอยู่แล้ว แพลตฟอร์มดีลและเดลิเวอรี่มีประโยชน์จริงเมื่อใช้เติมช่วงเงียบหรือหาลูกค้าใหม่ที่ไม่เคยรู้จักร้าน แต่เมื่อลูกค้าประจำที่เคยโทรจองตรงย้ายไปกดผ่านแอปเพราะมีส่วนลด ร้านกำลังจ่ายส่วนลดบวกค่าคอมมิชชันซ้อนกันให้กับรายได้ก้อนที่เคยได้มาเต็ม ๆ ทางป้องกันคือทำให้ช่องทางตรงของร้านจองง่ายและน่าใช้ที่สุด ลูกค้าที่ตั้งใจมาร้านคุณอยู่แล้วควรจองตรงได้ในไม่กี่วินาที โดยร้านไม่เสียอะไรเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่แผนฟรีของ ViteUneTable ออกแบบมาเพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะ ไม่จำกัดจำนวนการจอง ไม่มีค่าคอมมิชชัน และไม่ผูกมัด

สุดท้าย ไม่ว่าจะเลือกไอเดียไหน วัดผลด้วยคำถามเดียวเสมอ โปรนี้พาลูกค้าที่ "ไม่ได้จะมาอยู่แล้ว" เข้าร้านหรือเปล่า ถ้าใช่ ส่วนลดนั้นคือการลงทุน ถ้าไม่ใช่ มันคือกำไรที่หายไปเฉย ๆ

คำถามที่พบบ่อย

ควรลดราคากี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะเหมาะ

ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่หลักคิดคือคำนวณจากกำไรขั้นต้น ไม่ใช่ราคาขาย ถ้า food cost ของร้านอยู่ราว 35% ส่วนลด 20% จะกินกำไรขั้นต้นไปราว 1 ใน 3 ส่วนลดเกิน 25 ถึง 30% จึงควรสงวนไว้เฉพาะช่วงเงียบจริง ๆ หรือใช้รูปแบบของแถมและเมนูเซ็ตที่ต้นทุนจริงต่ำกว่ามูลค่าที่ลูกค้ารับรู้แทน

จัดโปรลดราคาแล้วลูกค้าติดโปร ไม่ยอมจ่ายราคาเต็ม ทำอย่างไร

อาการนี้เกิดจากโปรที่คาดเดาได้หรือไม่มีวันหมด วิธีแก้คือใส่เงื่อนไขชัดทุกครั้ง (เฉพาะช่วงเวลา เฉพาะวัน เฉพาะผู้ติดตาม) เปลี่ยนรูปแบบสลับไปมา และเว้นช่วงให้ร้านขายราคาเต็มเป็นค่าเริ่มต้น ถ้าลูกค้าเริ่มถามว่า "มีโปรไหม" ก่อนจองทุกครั้ง นั่นคือสัญญาณให้พักส่วนลดแล้วหันไปใช้ของแถมหรือเมนูพิเศษแทน

โปรโมชันเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำได้แค่ไหน

ขายได้ในช่วง 11:00 ถึง 24:00 น. ตามกติกาปัจจุบัน แต่การโฆษณายังถูกจำกัดตามกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อนุญาตเฉพาะการให้ข้อมูลตามหลักเกณฑ์ที่รอประกาศ และวันพระใหญ่ 5 วันร้านอาหารทั่วไปห้ามขายตามเดิม ก่อนทำ happy hour ควรอ่านเงื่อนไขใบอนุญาตและข้อจำกัดการสื่อสารให้ครบ

ให้ส่วนลดแลกรีวิว 5 ดาวได้ไหม

ไม่ได้ นโยบายของ Google ห้ามรีวิวที่มีสิ่งตอบแทน เสี่ยงรีวิวถูกลบและโปรไฟล์ร้านถูกลงโทษ สิ่งที่ทำได้คือทำให้การรีวิวง่ายที่สุด เช่น QR Code บนโต๊ะ และเลือกขอในจังหวะที่ลูกค้าประทับใจ

ร้านเล็กไม่มีงบการตลาด เริ่มจากไอเดียไหนก่อนดี

เริ่มจากข้อที่ไม่ต้องใช้เงินเลย คือขายพ่วง (ข้อ 3) ของแถมเมื่อยอดถึงเกณฑ์ (ข้อ 4) และบัตรสะสมแต้มกระดาษ (ข้อ 8) ทั้งสามข้อใช้ของที่ร้านมีอยู่แล้วและเห็นผลที่ยอดต่อบิลทันที จากนั้นค่อยสร้างฐานผู้ติดตาม LINE OA และช่องทางจองตรงของร้านเพื่อปลดล็อกไอเดียที่เหลือ

อ่านเพิ่มเติม

พนักงานต้อนรับร้านอาหารไทยยืนที่แท่นต้อนรับพร้อมแท็บเล็ตแสดงผังโต๊ะ ด้านหนึ่งมีครอบครัวลูกค้า walk-in กำลังรอ อีกด้านมีโต๊ะว่างติดป้ายจองแล้ว
การจัดการการจอง อ่าน 3 นาที

บริหารลูกค้า Walk-in ให้ดี โดยไม่เสียลูกค้าที่จองล่วงหน้า

ร้านอาหารไทยคือประเทศของ walk-in แต่คืนที่โต๊ะจองนั่งว่างในขณะที่ลูกค้าหน้าร้านยืนรอ คือคืนที่ทุกฝ่ายไม่พอใจ บทความนี้รวมกติกาถือโต๊ะ สัดส่วนโต๊ะ และสคริปต์หน้างานที่ใช้ได้จริง

พนักงานต้อนรับร้านอาหารไทยถือแท็บเล็ตดูแลลูกค้าที่ต่อคิวหน้าร้านตึกแถวยามเย็น บางคนนั่งอ่านเมนูและดื่มเครื่องดื่มระหว่างรอ
การจัดการการจอง อ่าน 3 นาที

จัดการคิวหน้าร้านช่วงพีคอย่างไรให้ลูกค้าไม่หนี: วิธีรับมือคิวร้านอาหารฉบับใช้ได้จริง

คิวยาวคือข่าวดี แต่คิวที่จัดการไม่ดีคือลูกค้าที่เดินหนีไปร้านข้าง ๆ บทความนี้รวมวิธีบอกเวลารอ จิตวิทยาการรอ กติกา walk-in กับการจอง และการเปลี่ยนคิวที่ล้นให้เป็นการจองวันถัดไป

เจ้าของร้านอาหารไทยยิ้มแย้มยกถาดอาหารเจหลากสี ทั้งเห็ดผัด เต้าหู้ และผักสด บนเคาน์เตอร์ไม้ประดับธงสามเหลี่ยมสีเหลือง ในร้านตึกแถวบรรยากาศอบอุ่นมีโคมแดง
การตลาดและการเพิ่มลูกค้า อ่าน 3 นาที

เทศกาลกินเจ: โอกาสยอดขายที่ร้านอาหารทั่วไปมักปล่อยผ่าน

ร้านอาหารทั่วไปไม่ต้องกลายเป็นร้านเจเพื่อขายช่วงกินเจ แค่มีเมนูเจจริงจัง 3 ถึง 5 อย่าง ติดป้ายอย่างซื่อสัตย์ และโปรโมตให้ทันเวลา 9 วันนี้ก็เปลี่ยนเป็นยอดขายได้

← กลับไปที่บล็อก