การจัดการการจอง เงินมัดจำ กฎหมายร้านอาหาร นโยบายการจอง

เงินมัดจำตามกฎหมายไทย: ร้านอาหารริบได้ไหม ต้องคืนเมื่อไหร่

เขียนโดย Ludovic Frank เผยแพร่เมื่อ อ่าน 3 นาที
เจ้าของร้านอาหารไทยยืนอ่านเอกสารนโยบายมัดจำที่เคาน์เตอร์ร้าน ข้างแท็บเล็ตแสดงปฏิทินการจองและตาชั่งทองเหลืองขนาดเล็ก

ลูกค้าจองโต๊ะกรุ๊ปใหญ่ วางมัดจำ 2,000 บาท แล้ววันงานไม่มาโดยไม่บอกกล่าว ร้านริบเงินก้อนนั้นได้ไหม หรือกลับกัน ลูกค้าโทรมาขอยกเลิกล่วงหน้าหนึ่งสัปดาห์ ร้านต้องคืนเงินหรือเปล่า คำถามแบบนี้เกิดขึ้นทุกวันในร้านอาหารทั่วประเทศ แต่คำตอบที่เผยแพร่กันส่วนใหญ่พูดถึงมัดจำเช่าบ้านหรือซื้อคอนโด ไม่ใช่มัดจำจองโต๊ะ

บทความนี้สรุปหลักกฎหมายไทยที่ใช้กับเงินมัดจำการจองโต๊ะโดยตรง ในมุมของผู้ประกอบการร้านอาหาร ตั้งแต่สิทธิในการริบ หน้าที่ในการคืน ไปจนถึงตัวอย่างนโยบายมัดจำที่เขียนให้ทั้งชอบด้วยกฎหมายและไม่ทำลายความสัมพันธ์กับลูกค้า

ข้อสำคัญที่ต้องบอกก่อน: เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทางกฎหมายทั่วไปเพื่อประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะ หากมีข้อพิพาทมูลค่าสูงหรือสถานการณ์ซับซ้อน ควรปรึกษาทนายความ

ประเด็นแรกที่ต้องรู้: ไม่มีกฎหมายเฉพาะเรื่องมัดจำจองโต๊ะร้านอาหาร

ประเทศไทยไม่มีพระราชบัญญัติ ประกาศของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หรือแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่วางหลักเฉพาะเจาะจงเรื่องมัดจำการจองโต๊ะหรือค่าปรับกรณี No Show (ลูกค้าจองแล้วไม่มา) ของร้านอาหาร ธุรกิจร้านอาหารไม่ได้อยู่ในรายการ "ธุรกิจที่ควบคุมสัญญา" ของ สคบ. ซึ่งครอบคลุมเรื่องอย่างเช่าซื้อรถยนต์ ฟิตเนส หรือเช่าที่อยู่อาศัย

แปลว่าอะไร แปลว่าการเก็บมัดจำจองโต๊ะเป็นเรื่องของ "สัญญาทั่วไป" ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) บวกกับกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคที่ใช้กับทุกธุรกิจ ร้านมีเสรีภาพในการกำหนดนโยบายค่อนข้างมาก แต่เสรีภาพนั้นมีขอบเขตชัดเจน ซึ่งจะอธิบายทีละชั้นต่อจากนี้

และถ้าใครอ้างว่ามี "กฎหมาย No Show" หรือหมายเลขฎีกาเรื่องริบมัดจำร้านอาหารโดยเฉพาะ ขอให้ตรวจสอบแหล่งที่มาก่อนเชื่อ เพราะจากการค้นทั้งฐานข้อมูลกฎหมายและประกาศราชกิจจานุเบกษา ยังไม่พบบทบัญญัติหรือคำพิพากษาเช่นนั้น

มัดจำในสายตากฎหมาย: ป.พ.พ. มาตรา 377

ป.พ.พ. มาตรา 377 วางหลักว่า เมื่อเข้าทำสัญญา ถ้าได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ ให้ถือว่ามัดจำนั้นเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันขึ้นแล้ว และเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาด้วย

สำหรับร้านอาหาร ความหมายในทางปฏิบัติคือ เงินมัดจำที่ลูกค้าโอนมาตอนจองทำหน้าที่ 2 อย่างพร้อมกัน

  • เป็นหลักฐานว่าการจองคือสัญญา ไม่ใช่แค่การแจ้งความประสงค์ลอย ๆ เมื่อลูกค้าวางมัดจำ ทั้งสองฝ่ายมีหนี้ต่อกันแล้ว ร้านต้องกันโต๊ะไว้ให้ ลูกค้าต้องมาใช้บริการ
  • เป็นหลักประกัน ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ทำตามที่ตกลง เงินก้อนนี้คือกลไกเยียวยาที่กฎหมายรองรับไว้แล้วโดยอัตโนมัติ

จุดนี้สำคัญกว่าที่หลายคนคิด เพราะการจองปากเปล่าทางโทรศัพท์ที่ไม่มีมัดจำ แทบไม่มีต้นทุนอะไรผูกลูกค้าไว้กับสัญญาเลย ส่วนการจองที่มีมัดจำนั้นกฎหมายรับรองสถานะให้ทันทีโดยไม่ต้องเขียนสัญญายาวเหยียด

ริบได้เมื่อไหร่ ต้องคืนเมื่อไหร่: มาตรา 378 ตอบครบทั้ง 3 กรณี

ป.พ.พ. มาตรา 378 กำหนดชะตากรรมของเงินมัดจำไว้ 3 ทาง โดยใช้บังคับ "ถ้ามิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น" ซึ่งหมายความว่าร้านกับลูกค้าตกลงเงื่อนไขที่ต่างออกไปได้ แต่ถ้าไม่ได้ตกลงอะไรไว้ กฎหมายเติมให้ดังนี้

กรณีที่ 1: ลูกค้ามาตามนัด ต้องคืนหรือหักจากบิล

เมื่อลูกค้ามาใช้บริการตามการจอง มัดจำต้อง "ส่งคืน หรือจัดเอาเป็นการใช้เงินบางส่วนในเมื่อชำระหนี้" ในทางปฏิบัติของร้านอาหารคือนำมัดจำไปหักจากยอดบิลวันนั้น ซึ่งเป็นวิธีที่ลูกค้ารู้สึกดีที่สุด เงินไม่หายไปไหน แค่จ่ายล่วงหน้าบางส่วน ร้านที่เก็บมัดจำแล้ว "ไม่หักจากบิล" โดยไม่มีข้อตกลงชัดเจนว่าเป็นค่าอะไร กำลังทำผิดหลักข้อนี้

กรณีที่ 2: ลูกค้าผิดสัญญา ร้านริบได้

ถ้าฝ่ายที่วางมัดจำ "ละเลยไม่ชำระหนี้" หรือสัญญาเลิกกันเพราะความผิดของฝ่ายนั้น ผู้รับมัดจำริบได้ นี่คือฐานกฎหมายโดยตรงของการริบมัดจำเมื่อลูกค้า No Show หรือยกเลิกกะทันหันทั้งที่ร้านกันโต๊ะ สั่งวัตถุดิบ และปฏิเสธลูกค้ารายอื่นไปแล้ว การริบมัดจำในสถานการณ์แบบนี้ไม่ใช่การเอาเปรียบ แต่เป็นสิทธิที่ ป.พ.พ. รับรองไว้ตรงตัว

กรณีที่ 3: ร้านผิดสัญญาเอง ต้องคืนเต็มจำนวน

ถ้าฝ่ายที่รับมัดจำเป็นฝ่ายละเลยไม่ชำระหนี้ มัดจำต้องส่งคืน เช่น ร้านรับจองซ้อน จนไม่มีโต๊ะให้ลูกค้าที่วางมัดจำแล้ว หรือร้านปิดกะทันหันในวันที่รับจองไว้ กรณีเหล่านี้ร้านต้องคืนมัดจำเต็มจำนวนโดยไม่มีข้อแม้ และถ้าลูกค้าเสียหายมากกว่านั้น ลูกค้ายังมีสิทธิเรียกค่าเสียหายเพิ่มตามหลักทั่วไปได้อีก นโยบายที่เขียนว่า "มัดจำไม่คืนทุกกรณี" โดยรวมถึงกรณีที่ร้านผิดเอง จึงขัดหลักกฎหมายอย่างชัดเจน

ริบได้ ไม่ได้แปลว่าริบเท่าไหร่ก็ได้: พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม มาตรา 7

ชั้นถัดมาคือ พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 7 ซึ่งวางหลักว่า ในสัญญาที่มีการให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ หากมีกรณีที่จะต้องริบมัดจำ ถ้ามัดจำนั้น "สูงเกินส่วน" ศาลจะลดลงให้ริบได้เพียงเท่าความเสียหายที่แท้จริงก็ได้ สำนักงานศาลยุติธรรมอธิบายการปรับใช้หลักนี้กับการริบมัดจำไว้ในบทความฎีกา InTrend ของศาลยุติธรรม ว่ามาตรานี้ใช้กับสัญญาทั่วไปที่มีการวางมัดจำได้ ไม่จำกัดเฉพาะสัญญาสำเร็จรูป

สำหรับร้านอาหาร บทเรียนคือความได้สัดส่วน มัดจำที่เหมาะสมควรใกล้เคียงความเสียหายจริงที่ร้านจะได้รับหากโต๊ะว่าง เช่น มูลค่าวัตถุดิบที่เตรียมไว้ รายได้ต่อหัวที่เสียไปจากการปฏิเสธลูกค้ารายอื่นในคืนที่เต็ม ถ้าร้านเก็บมัดจำ 500 บาทต่อหัวสำหรับโต๊ะ 10 คนในคืนวันเสาร์ที่ยอดเฉลี่ยต่อหัว 800 บาท แล้วริบเมื่อลูกค้าไม่มา ตัวเลขนี้อธิบายต่อศาลได้สบาย แต่ถ้าเก็บมัดจำ 10,000 บาทสำหรับโต๊ะ 2 คนในร้านตามสั่ง แล้วริบทั้งก้อน ศาลมีอำนาจปรับลดลงมาเหลือเท่าความเสียหายจริง

ข้อสังเกตเปรียบเทียบ ร้านระดับไฮเอนด์ของไทยใช้มัดจำจริงจังกันเป็นเรื่องปกติแล้ว เช่น PRU ร้านระดับมิชลินที่ภูเก็ตเก็บมัดจำ 3,000 บาทต่อคนสำหรับมื้อกลางวัน และ 5,000 บาทสำหรับมื้อเย็น โดยนำไปหักจากบิล ส่วน Potong ที่กรุงเทพฯ เก็บ 1,000 บาทต่อคน แก้ไขการจองได้ถึง 48 ชั่วโมงก่อนเวลา (ข้อมูลจากหน้าจองของแต่ละร้าน ณ ตุลาคม 2026) ตัวเลขเหล่านี้สูงแต่ได้สัดส่วนกับราคาคอร์สของร้าน หลักเดียวกันนี้ย่อส่วนลงมาใช้กับร้านทั่วไปได้

หน้าที่แจ้งล่วงหน้า: ด่านของกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค

ชั้นสุดท้ายไม่เกี่ยวกับจำนวนเงิน แต่เกี่ยวกับความโปร่งใส ภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ผู้บริโภคมีสิทธิได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเพียงพอก่อนตัดสินใจ แนวทางของ สคบ. ที่สื่อสารต่อสาธารณะมาตลอดคือ เงื่อนไขค่าใช้จ่ายใด ๆ ต้องแจ้งให้ชัดเจนล่วงหน้า เงื่อนไขที่ไม่เคยบอกลูกค้าก่อน นำมาบังคับใช้ภายหลังได้ยาก และลูกค้าร้องเรียนได้ฟรีผ่านสายด่วน สคบ. 1166

มีอีกเหตุผลเชิงปฏิบัติที่ผู้ประกอบการควรรู้ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ทำให้ผู้บริโภคฟ้องคดีได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมศาล ยื่นฟ้องด้วยวาจาได้ และภาระการพิสูจน์ส่วนใหญ่ตกอยู่กับฝ่ายธุรกิจ แปลว่าลูกค้าที่รู้สึกว่าถูกริบมัดจำอย่างไม่เป็นธรรมมีช่องทางเรียกร้องที่ต้นทุนต่ำมาก ร้านที่นโยบายคลุมเครือหรือเก็บเกินส่วนจึงแบกความเสี่ยงไว้ฝ่ายเดียว ทางป้องกันที่ดีที่สุดไม่ใช่การหลีกเลี่ยงมัดจำ แต่คือการเขียนนโยบายให้ชัด แจ้งก่อนเก็บเงินทุกครั้ง และเก็บหลักฐานการแจ้งไว้

ตัวอย่างนโยบายมัดจำที่ชอบด้วยกฎหมาย

จากหลักทั้งสามชั้นข้างต้น นโยบายมัดจำที่รัดกุมควรมีองค์ประกอบครบ 5 ข้อ ต่อไปนี้คือตัวอย่างที่นำไปปรับใช้ได้ทันที

นโยบายมัดจำการจอง ร้านขอเก็บมัดจำ 200 บาทต่อท่าน สำหรับการจองตั้งแต่ 6 ท่านขึ้นไป และการจองคืนวันศุกร์ ถึง วันอาทิตย์

  • มัดจำจะถูกนำไปหักจากยอดบิลเต็มจำนวนในวันที่มาใช้บริการ
  • ยกเลิกหรือเลื่อนการจองได้โดยไม่เสียมัดจำ หากแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมง ร้านจะคืนเงินภายใน 7 วัน
  • หากไม่มาตามการจองโดยไม่แจ้ง หรือยกเลิกช้ากว่ากำหนด ร้านขอสงวนสิทธิ์ไม่คืนมัดจำ
  • หากร้านจำเป็นต้องยกเลิกการจองไม่ว่าด้วยเหตุใด ร้านจะคืนมัดจำเต็มจำนวนภายใน 7 วัน
  • โต๊ะจะถูกกันไว้ให้ 30 นาทีหลังเวลาจอง

สังเกตว่าแต่ละข้อตอบโจทย์กฎหมายคนละชั้น ข้อแรกกับจำนวนเงินตอบเรื่องความได้สัดส่วน (มาตรา 7) ข้อหักจากบิลและข้อคืนเมื่อร้านยกเลิกตอบมาตรา 378 (1) และ (3) ข้อริบเมื่อ No Show ใช้สิทธิตามมาตรา 378 (2) และการแสดงนโยบายทั้งหมดก่อนเก็บเงินตอบหน้าที่เปิดเผยข้อมูลต่อผู้บริโภค ส่วนคำแนะนำเรื่องจะตั้งมัดจำกี่บาท เก็บเมื่อไหร่ และสื่อสารยังไงไม่ให้ลูกค้าหนี เราเขียนแยกไว้ละเอียดในบทความวิธีเก็บมัดจำการจองโต๊ะ และวิธีเขียนนโยบายยกเลิกการจอง

ทำนโยบายดีแค่ไหน ก็ไร้ค่าถ้าระบบจองไม่รองรับ

ปัญหาจริงของร้านส่วนใหญ่ไม่ใช่การไม่รู้กฎหมาย แต่คือช่องทางการจองที่กระจัดกระจาย จองผ่านโทรศัพท์บ้าง LINE บ้าง Facebook บ้าง ทำให้การแจ้งนโยบายมัดจำ "ก่อนยืนยันการจองทุกครั้ง" แทบเป็นไปไม่ได้ และเมื่อเกิดข้อพิพาท ร้านก็ไม่มีหลักฐานว่าลูกค้าเคยเห็นเงื่อนไข

การย้ายการจองมาไว้ในระบบเดียวช่วยปิดช่องนี้ได้ตรงที่สุด เพราะนโยบายแสดงบนหน้าจองให้ลูกค้าเห็นก่อนกดยืนยันเสมอ มีบันทึกเวลาและรายละเอียดการจองครบ ใช้เป็นหลักฐานได้ทันที ระบบรับจองโต๊ะออนไลน์ที่ไม่มีค่าคอมมิชชันอย่าง ViteUneTable มีแผนฟรีที่รับจองได้ไม่จำกัดและแสดงเงื่อนไขการจองของร้านได้ตั้งแต่ต้น ส่วนร้านที่เจอปัญหา No Show หนักจนต้องการหลักประกันทางการเงินจริงจัง แพ็กสแตนดาร์ด + No-Show (€49 ไม่รวม VAT ต่อเดือน ประมาณ 1,860 บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนต้นเดือนตุลาคม 2026) เพิ่มการกันวงเงินบัตรตอนจองได้ ซึ่งเหมาะกับร้านที่ลูกค้าคุ้นกับการจ่ายผ่านบัตร เช่น ร้านที่รับนักท่องเที่ยวต่างชาติ สำหรับภาพรวมของการป้องกันลูกค้าจองแล้วไม่มา อ่านต่อได้ที่วิธีป้องกัน No Show

ข้อควรรู้ทางเทคนิคอีกอย่างสำหรับร้านไทย PromptPay เป็นระบบโอนแบบ push เท่านั้น ไม่มีการกันวงเงินหรือ pre-authorization ดังนั้นถ้าร้านเก็บมัดจำผ่าน PromptPay QR เงินจะเข้าบัญชีร้านจริงตั้งแต่ตอนจอง และการ "คืนมัดจำ" คือการโอนกลับ ซึ่งยิ่งทำให้กำหนดเวลาคืนเงินที่ชัดเจนในนโยบายสำคัญขึ้นไปอีก

สรุปสั้นสำหรับเจ้าของร้าน

กฎหมายไทยอยู่ข้างร้านที่ทำถูกวิธี มัดจำริบได้จริงเมื่อลูกค้าผิดสัญญา (ป.พ.พ. มาตรา 378) แต่ต้องคืนหรือหักจากบิลเมื่อลูกค้ามาตามนัด ต้องคืนเต็มเมื่อร้านผิดเอง จำนวนต้องได้สัดส่วนกับความเสียหายจริง (พ.ร.บ.ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม มาตรา 7) และทุกเงื่อนไขต้องแจ้งก่อนเก็บเงิน ร้านที่ทำครบทั้งสี่ข้อนี้แทบไม่มีอะไรต้องกลัว ทั้งในชั้น สคบ. และในชั้นศาล

คำถามที่พบบ่อย

ลูกค้าจองแล้วไม่มา ร้านริบมัดจำได้ไหม

ริบได้ ป.พ.พ. มาตรา 378 (2) ให้สิทธิผู้รับมัดจำริบเมื่อฝ่ายที่วางมัดจำละเลยไม่ชำระหนี้หรือสัญญาเลิกกันเพราะความผิดของฝ่ายนั้น การ No Show โดยไม่แจ้งเข้าเงื่อนไขนี้โดยตรง แต่จำนวนที่ริบควรได้สัดส่วนกับความเสียหายจริง และเงื่อนไขต้องแจ้งลูกค้าไว้ก่อนตั้งแต่ตอนจอง

ลูกค้ามาใช้บริการตามจอง ร้านเก็บมัดจำไว้เลยได้ไหม

ไม่ได้ มาตรา 378 (1) กำหนดให้ส่งคืนหรือนำไปหักชำระหนี้ วิธีมาตรฐานของร้านอาหารคือหักมัดจำออกจากยอดบิลในวันที่ลูกค้ามาใช้บริการ

ถ้าร้านเป็นฝ่ายยกเลิกการจองเอง ต้องคืนมัดจำไหม

ต้องคืนเต็มจำนวนตามมาตรา 378 (3) และหากลูกค้าเสียหายเกินกว่านั้น ลูกค้ายังเรียกค่าเสียหายเพิ่มได้ตามหลักทั่วไป นโยบายที่เขียนว่าไม่คืนมัดจำทุกกรณีจึงใช้บังคับส่วนนี้ไม่ได้

มีกฎหมายกำหนดเพดานมัดจำร้านอาหารไหม ว่าเก็บได้กี่บาท

ไม่มีกฎหมายกำหนดเพดานเป็นตัวเลข แต่ พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 7 ให้อำนาจศาลปรับลดมัดจำที่สูงเกินส่วนลงเหลือเท่าความเสียหายที่แท้จริง แนวที่ปลอดภัยคือตั้งมัดจำใกล้เคียงความเสียหายจริงเมื่อโต๊ะว่าง เช่น สัดส่วนหนึ่งของยอดเฉลี่ยต่อหัว

ลูกค้าไปร้องเรียนหรือฟ้องเรื่องมัดจำได้ที่ไหน

ร้องเรียน สคบ. ได้ฟรีผ่านสายด่วน 1166 หรือเว็บไซต์ ocpb.go.th และฟ้องเป็นคดีผู้บริโภคได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมศาลตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 นี่คือเหตุผลที่ร้านควรมีนโยบายชัดเจน แจ้งล่วงหน้า และเก็บหลักฐานการแจ้งไว้เสมอ

อ่านเพิ่มเติม

พนักงานต้อนรับร้านอาหารไทยยืนที่แท่นต้อนรับพร้อมแท็บเล็ตแสดงผังโต๊ะ ด้านหนึ่งมีครอบครัวลูกค้า walk-in กำลังรอ อีกด้านมีโต๊ะว่างติดป้ายจองแล้ว
การจัดการการจอง อ่าน 3 นาที

บริหารลูกค้า Walk-in ให้ดี โดยไม่เสียลูกค้าที่จองล่วงหน้า

ร้านอาหารไทยคือประเทศของ walk-in แต่คืนที่โต๊ะจองนั่งว่างในขณะที่ลูกค้าหน้าร้านยืนรอ คือคืนที่ทุกฝ่ายไม่พอใจ บทความนี้รวมกติกาถือโต๊ะ สัดส่วนโต๊ะ และสคริปต์หน้างานที่ใช้ได้จริง

พนักงานต้อนรับร้านอาหารไทยถือแท็บเล็ตดูแลลูกค้าที่ต่อคิวหน้าร้านตึกแถวยามเย็น บางคนนั่งอ่านเมนูและดื่มเครื่องดื่มระหว่างรอ
การจัดการการจอง อ่าน 3 นาที

จัดการคิวหน้าร้านช่วงพีคอย่างไรให้ลูกค้าไม่หนี: วิธีรับมือคิวร้านอาหารฉบับใช้ได้จริง

คิวยาวคือข่าวดี แต่คิวที่จัดการไม่ดีคือลูกค้าที่เดินหนีไปร้านข้าง ๆ บทความนี้รวมวิธีบอกเวลารอ จิตวิทยาการรอ กติกา walk-in กับการจอง และการเปลี่ยนคิวที่ล้นให้เป็นการจองวันถัดไป

เจ้าของร้านอาหารไทยยิ้มแย้มยกถาดอาหารเจหลากสี ทั้งเห็ดผัด เต้าหู้ และผักสด บนเคาน์เตอร์ไม้ประดับธงสามเหลี่ยมสีเหลือง ในร้านตึกแถวบรรยากาศอบอุ่นมีโคมแดง
การตลาดและการเพิ่มลูกค้า อ่าน 3 นาที

เทศกาลกินเจ: โอกาสยอดขายที่ร้านอาหารทั่วไปมักปล่อยผ่าน

ร้านอาหารทั่วไปไม่ต้องกลายเป็นร้านเจเพื่อขายช่วงกินเจ แค่มีเมนูเจจริงจัง 3 ถึง 5 อย่าง ติดป้ายอย่างซื่อสัตย์ และโปรโมตให้ทันเวลา 9 วันนี้ก็เปลี่ยนเป็นยอดขายได้

← กลับไปที่บล็อก